ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทั้งหลายในปฏิสนธิกาล ขันธ์ ๓ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๑ ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ ๒ และแห่งกุฏตรรูปทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งวัตถุ (คือหทยวัตถุ)”
[๖๐๘] อาหาร ๔ ผู้อุดหนุนโดยความคือเป็นผู้ค้ำจุนรูปและอรูปทั้งหลายไว้ ชื่อว่าอาหารปัจจัย ดังพระบาลีว่า “กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยโดยเป็นอาหารปัจจัยแห่งกายนี้ อาหารทั้งหลายที่เป็นอรูป (คือผัสสะ มโนสัญเจตนาและวิญญาณ) เป็นปัจจัยโดยเป็นอาหารปัจจัยแห่งสัมปยุตธรรมทั้งหลายและแห่งรูปทั้งหลายอันมีอรูปาหาร (ทั้ง ๓) นั้นเป็นสมุฏฐาน” แต่นในบัญหาระกล่าวไว้ว่า “ในปฏิสนธิกาล อาหารทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัยโดยเป็นวิปากปัจจัยแห่งขันธ์ทั้งหลายอันสัมปยุตกับอาหารนั้นและแห่งกุฏตรรูปทั้งหลาย ด้วย” ดังนี้อีกด้วย
[๖๐๙] อินทรีย์ ๒๐ เว้นอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ ผู้อุดหนุนโดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อินทรียปัจจัย ก็แลในอินทรีย์ ๒๐ นั้น อินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งรูปธรรมทั้งหลายอย่างเดียว อินทรีย์ที่เหลือ (๑๕) เป็นปัจจัยทั้งแห่งรูปธรรมและอรูปธรรม ดังพระบาลีว่า “จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งจักขุวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ฯลฯ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวินทรีย์ กายินทรีย์ เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งกายวิญญาณธาตุและแห่งธรรมทั้งหลาย อันสัมปยุตกับกายวิญญาณธาตุนั้น รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งกุฏตรรูปทั้งหลาย อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นอรูป (๑๔) เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งสัมปยุตธรรมทั้งหลายและแห่งรูปทั้งหลายที่มีอรูปินทรีย์นั้นเป็นสมุฏฐานด้วย” แต่ในบัญหาระกล่าวไว้ว่า “ในปฏิสนธิกาล อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นวิบากอัพยากฤตเป็นปัจจัย โดยเป็นอินทรียปัจจัยแห่งสัมปยุตขันธ์ทั้งหลายและแห่งกุฏตรรูปทั้งหลาย” ดังนี้อีกด้วย