ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
จริงอยู่ ผลอย่างเดียว (เกิด) แต่เหตุอันเดียวไม่มีสักอย่าง ในปัจจยาการนี้ ผลหลายอย่าง (เกิด) แต่เหตุอันเดียวก็ไม่มี ผลอย่างเดียว (เกิด) แต่เหตุหลายอันเล่าก็ไม่มี แต่ว่า ผลหลายอย่าง (เกิด) แต่เหตุหลายอันนั้นมี จริงอย่างนั้น ผลหลายอย่างได้แก่รูป กลิ่น รส เป็นต้นและหน่อ (ไม้) นั้นเกิดขึ้นแต่เหตุหลายอัน กล่าวคือฤดู ดิน พืช (พันธุ์) และน้ำปรากฏอยู่ แต่การแสดงเหตุอันเดียวและผลอย่างเดียวที่พระผู้มีพระภาคทรงทำไว้ว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ” นั้นใด ในการแสดงเหตุอันเดียวและผลอย่างเดียวนั้น อรรถก็มีอยู่ คือประโยชน์มีอยู่ แท้จริง พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเอกเหตุบ้าง เอกผลบ้างเหมือนกัน โดยควรแก่พระเทศนาวิลาสและแก่ (อัธยาศัยของ) เวไนยสัตว์ทั้งหลายบ้าง ในบางบท เพราะเป็นเหตุและผลประธาน บางบทเพราะเป็นเหตุปรากฏ (เห็นเด่นชัด) บางบทเพราะเป็นเหตุอสารณะ (เฉพาะ) ขยายความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเอกเหตุและเอกผลด้วย เพราะความเป็นเหตุประธานและผลประธานเช่นในบทว่า “ผสฺสปจฺจยา เวทนา” เหตุว่า ผัสสะเป็นประธานแห่งเวทนา ตรัสเอกเหตุเพราะความปรากฏเช่นในคำว่า “เสมหสมุฏฺฐานา อาพาธา - อาพาธทั้งหลายที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐาน” เพราะว่าในอาพาธนี้ เสมหะเป็นเหตุที่ปรากฏ เหตุอื่นมีกรรมเป็นต้นไม่ปรากฏ ตรัสเอกเหตุเพราะความเป็นเหตุ อสารณะ เช่นในข้อความว่า “เย เกจิ ภิกฺขเว อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อโยนิโสมนสิการมูลกา ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง (บรรดามี) อกุศลธรรมทั้งหลายนั้นล้วนมีอโยนิโสมนสิการเป็นมูล” เพราะอโยนิโสมนสิการเป็นเหตุ อสารณะ เหตุอื่นๆ มีวัตถุและอารมณ์เป็นต้น เป็นเหตุสารณะแก่อกุศลทั้งหลายแล
เพราะเหตุนั้น ในปัจจยาการนี้ อวิชชานี้ แม้เมื่อเหตุแห่งสังขารทั้งหลายอื่นมีวัตถุ อารมณ์และสหชาตธรรมเป็นต้นมีอยู่ ก็พึงทราบเถิดว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดง โดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะความที่อวิชชานั้นเป็นสังขารเหตุที่เป็นประธานแห่งสังขารเหตุอื่นๆ มีตัณหาเป็นต้น โดยพระบาลีว่า “ตัณหาย่อมพอกพูนแก่บุคคลผู้คอยดูแต่ส่วนที่น่ายินดี (ในสังโยชนียธรรม)” เป็นต้น และโดยพระบาลีว่า “ความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา” เพราะเป็นเหตุปรากฏและเพราะเป็นเหตุอสารณะด้วย โดยพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย