visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 907 | >>

บุคคลผู้ไม่ฉลาดตกอยู่ในอวิชาย่อมสร้างปุญญาภิสังขารขึ้นบ้าง...” เป็นต้น ก็แล ประโยชน์ในการทรงแสดงเอกเหตุเอกผลในบททั้งปวง พึงทราบโดยคำเฉลยการทรงแสดงเอกเหตุเอกผล (ที่กล่าวมานั้นเทอญ)

อวิชชาเป็นเหตุแห่งสังขารฝ่ายดี

[๖๑๘] ในบท อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ โจทกาจารย์กล่าวทัก (อีกประเด็นหนึ่ง) ว่า “ถึงเป็นอย่างกล่าวมานั้น (แต่) การที่อวิชชาซึ่งเป็นสิ่งมีโทษ มีผลอันไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียวมาเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร (ซึ่งมีผลน่าปรารถนา) จะใช้ได้ไฉน ? เพราะว่าอ้อยจะเกิดจากพืชสะเดาหาได้ไม่” พึงเฉลยว่า “ไฉนจักใช้ไม่ได้เล่า เพราะในโลกนี้

ปัจจัยแห่ง (สภาวะ) ธรรมทั้งหลายที่ผิดกัน (กับผล) ก็ดี
ไม่ผิดกันก็ดี ที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (กับผล) ก็เช่นกัน
ย่อมเป็นเหตุสำเร็จ (คือให้เกิดผล) ได้ แต่ธรรมเหล่านั้น
มิได้เป็นวิบาก (แห่งปัจจัยเหล่านั้น) เลย

จริงอยู่ ปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานะ (ตำแหน่งที่และเวลา) สภาวะและกิจเป็นต้นแก่ (สภาวะ) ธรรมทั้งหลายก็ดี ไม่ผิดกันก็ดี ย่อมเป็นเหตุสำเร็จได้ในโลก ด้วยว่า จิตดวงก่อน ย่อมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานะแห่งจิตดวงหลังได้ และการศึกษามีศิลปะเป็นต้นก่อน ย่อมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยฐานะแก่การทำงานมีประกอบศิลปะเป็นต้นอันเป็นไปในภายหลังได้ กรรมเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งรูปได้ และนมสด เป็นต้น เป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยสภาวะแห่งนมส้มเป็นต้นก็ได้ แสงสว่างเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งจักขุวิญญาณก็ได้ และน้ำอ้อยงบเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ผิดกันโดยกิจแห่งน้ำคดง (คือน้ำเมา) เป็นต้นก็ได้ ส่วนจักขุและรูปเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ไม่ผิดกันโดยฐานะแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น ชวนจิตดวงก่อนเป็นต้น เป็นปัจจัยที่ไม่ผิดกันโดยสภาวะและไม่ผิดกันโดยกิจแห่งชวนจิตดวงหลังเป็นต้น

อนึ่ง ปัจจัยที่ผิดกันและไม่ผิดกัน (กับผล) เป็นเหตุสำเร็จได้ฉันใด แม้ปัจจัยที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน (กับผล) ก็เป็นเหตุสำเร็จได้ฉันนั้น จริงอยู่ รูปกล่าวคือ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka