ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ผู้หลงในสงสาร ไม่ถือเอาสงสารอย่างที่ท่านพรรณนาไว้ดังนี้ว่า :-
“ความสืบเนื่องกันแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย
เป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย เรียกว่าสงสาร”
(แต่) กำหนดใจไปว่า ‘สัตว์ผู้นี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกนี้ มาสู่โลกนี้จากโลกอื่น’ ดังนี้เป็นต้น
ผู้หลงในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่ถือเอาสภาวลักษณะ (มีรู้จักเสื่อมเป็นต้น) และสามัญลักษณะ (มีไม่เที่ยงเป็นต้น) แห่งสังขารทั้งหลาย (แต่) กำหนดใจเอาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตน โดยความเป็นของตน โดยความเป็นของยั่งยืน โดยความเป็นสุขและโดยความเป็นของงาม
ผู้หลงในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ไม่ถือความหมุนไปแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย มีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจัยธรรมมีอวิชชาเป็นอาทิ (แต่) กำหนดใจไปว่า “อัตตาย่อมรับบ้าง ไม่รับบ้าง อัตตานั้นแลทำ (เอง) และใช้ (ผู้อื่น) ให้ทำด้วย ในปฏิสนธิก็อัตตานั้นแลเกิดขึ้น ผู้บันดาลมีอุณและพระอิศวรเป็นต้นจัดแจงร่างให้อัตตานั้นโดย (แต่งให้) เป็นกละเป็นต้น (จน) ทำอินทรีย์ทั้งหลายให้ครบครัน อัตตานั้นมีอินทรีย์ครบครันแล้วจึงสัมผัสได้ รู้ (อารมณ์) ได้ อยากเป็น ยึดถือเป็น พยายามเป็น อัตตานั้นย่อมมีในภพอื่นอีก” ดังนี้บ้าง ว่า “สัตว์ทั้งปวงแปรเปลี่ยนไปตามวาระ คือความเป็นไปตามโชคเคราะห์” ดังนี้บ้าง
บุคคลนั้นอันอวิชชาทำให้เป็นคนบอดแล้วกำหนดใจไปอย่างนั้นอยู่ ก็ย่อมก่อสังขารเป็นบุญบ้าง ไม่เป็นบุญบ้าง เป็นอเนญชาบ้างขึ้น เปรียบเหมือนคนตาบอดเที่ยวไปบนแผ่นดิน ก็ย่อมเดินไปถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง ที่ดอนบ้าง ที่ลุ่มบ้าง ที่ราบบ้าง ที่ขรุขระบ้าง ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระอาจารย์จึงกล่าวคำเป็นคาถาไว้ (ความ) ว่า :-
เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด ไม่มีคนจูง บางทีก็
เดินไปตามทาง บางทีก็เดินไปนอกทางบ้าง ฉันใดก็ดี
คนเขลาผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารไม่มีผู้ชักนำ บางคราวก็
ทำบุญ บางคราวก็ทำกรรมที่ไม่ใช่บุญบ้าง ฉันนั้น ต่อเมื่อ