ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
หรือโสตทวารอันใดอันหนึ่ง ชวนะ (เพียง) ๕ เพราะเป็นจิตมีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นั้น ในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะที่เกิดขึ้นตามลำดับ เพราะตทารัมมณะย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เข้าถึงฌานพรหมชั้นหลาย เหตุนั้น จุติจิตดวง ๑ จึงทำอารมณ์แห่งภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนะนั้นเอง ในที่สุดจุติจิตนั้น ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์ตามที่เข้ามาปรากฏอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์นั้นเข้าในสุคติเป็นกามาวจรหรือมหัคคตะ สถานใดสถานหนึ่งแล้วก็เกิดขึ้น
นี่เป็นปฏิสนธิเป็นอดีตารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ และนวัตตัพพารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (เกิด) ในลำดับแห่งสุดติจุติซึ่งเป็นนวัตตัพพารมณ์ โดยทำนองนี้ พึงทราบ แม้ปฏิสนธิ (เกิด) ในลำดับแห่งอรูปปฏิ นี้เป็นปวัตนาวารแห่งปฏิสนธิเป็นอดีตารมณ์ นวัตตัพพารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งสุดติจุติซึ่งเป็นอดีตารมณ์ นวัตตัพพารมณ์
[๖๒๗] ฝ่ายผู้มีบาปกรรมอยู่ในทุกคติ (ในมรณสมัย) ย่อมมีกรรม (ที่ทำไว้) นั้นบ้าง กรรมนิมิตบ้าง คตินิมิตบ้าง มาปรากฏในมโนทวาร หรือมิฉะนั้นอารมณ์ที่เป็นเหตุเกิดอกุศลมาปรากฏในปัญจทวาร โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล ต่อบั้น ในที่สุดแห่งจุติจิตตามลำดับ ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์เหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ตกไปทางทุกคติเกิดขึ้นแก่เขา นี่เป็นอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิที่เป็นอดีตารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ (เกิด) ในลำดับแห่งทุกคติจุติซึ่งเป็นนอดีตารมณ์แล
[๖๒๘] ความเป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิแห่งวิญญาณทั้ง ๑๙ ดวงเป็นอันแสดงเพียงเท่านี้
วิญญาณทั้งสิ้นนั้น ปฏิสนธิวิญญาณ เมื่อเป็นไปในปฏิสนธิดังกล่าวมานั้น ย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ แผนก และมีประเภทต่างๆ เช่นประเภท ๒ เป็นต้น โดยประเภททั้งหลาย มีประเภทผสมเป็นอาทิ
แท้จริง วิปากวิญญาณทั้ง ๑๙ ดวงนี้ เมื่อเป็นไปในปฏิสนธิย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ แผนกด้วยกัน ด้วยว่า ชนกกรรมย่อมเป็นปัจจัย โดยเป็นกรรมปัจจัยอันเป็นไปใน