ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ขณะต่างๆ กัน ๑ โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ๑ แก่วิปากวิญญาณนั้นตามที่เป็นของตน สมคำพระบาลีว่า “กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบาก” ดังนี้
อนึ่ง พึงทราบประเภทมีประเภท ๒ เป็นต้น โดยประเภททั้งหลายมีประเภทผสมกัน เป็นอาทิแห่งวิปากวิญญาณนั้น ซึ่งเป็นไปอยู่อย่างนี้ คือ แท้จริง วิปากวิญญาณนี้แม้เป็นไปอยู่อย่างเดียวด้วยอำนาจปฏิสนธิ (แต่) เป็น ๒ โดยแยกเป็นประเภทผสมกับรูปและประเภทไม่ผสมกับรูป เป็น ๓ โดยแยกเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็น ๔ โดยกำเนิดอัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ เป็น ๕ โดยคติ เป็น ๗ โดยวิญญาณฐิติ เป็น ๘ โดยสัตตาวาส
[๖๒๙] ในวิญญาณผสมและไม่ผสมนั้น วิญญาณผสมเป็น ๒ โดยต่างแห่งภาวะ และในภาวะประเภทนั้นเล่า วิญญาณที่มีภาวะก็เป็น ๒ (รูปกถา) ทสกะ หรือ ๓ บ้างเป็นอย่างต่ำ ย่อมเกิดพร้อมกับวิญญาณประเภทต้น (คือ วิญญาณผสม)
ข้อว่า วิญญาณผสมเป็น ๒ โดยต่างแห่งภาวะ นั้น ความว่า ก็ในวิญญาณผสมและไม่ผสมนี่ ปฏิสนธิวิญญาณที่ผสมกับรูปนั้นใดเกิดขึ้น (ในภพ) เว้นแต่อรูปภพ ปฏิสนธิวิญญาณผสมนั้นย่อมมีเป็น ๒ คือมีภาวะ (๑) ไม่มีภาวะ (๑) เพราะเกิดขึ้นเว้นจากภาวะกล่าวคืออิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ในรูปภพ และเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะในกามภพ เว้นแต่ปฏิสนธิของคนกะเทยโดยกำเนิด
ข้อว่า และในภาวะประเภทนั้นเล่า วิญญาณที่มีภาวะก็เป็น ๒ อธิบายและแม้ในภาวะประเภทนั้นเล่า ปฏิสนธิวิญญาณใดมีภาวะ ปฏิสนธิวิญญาณนั้นก็เป็น ๒ เหมือนกัน เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับอิตถีภาวะ หรือปุริสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง