ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ด้วย) ก็แล เมื่อนามรูปนั้นเป็นไปอยู่อย่างนั้น เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งเหล่าสัตว์คัพพเสยยกะกำเนิดที่ยังไม่แสดงภาวะ (เพศ) และแห่งเหล่าสัตว์อัณฑชะกำเนิดที่ยังไม่แสดงภาวะ สันตติสี่สะ (คือรูปกลาปซึ่งเป็นต้น) เป็นมูลแห่งการสืบต่อ) ๒ โดยเป็นรูปด้วยอำนาจแห่งวัตถุทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้ง หทัย) และกายทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งกายประสาท) กับอรูปขันธ์ ๓ ย่อมเกิดปรากฏขึ้น เหตุนั้น โดยกระจายรูปเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๒๓ คือ (รูป) ธรรม ๒๐ โดยเป็นรูปรูป (คือรูปที่สำเร็จแล้ว) กับอรูปขันธ์ ๓ นั้น (แหละ) บัณฑิตพึงทราบว่าชื่อว่า นามรูป เกิดมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาแต่รูปที่ยังไม่ได้ถือ (คือถือเอาแต่ที่ไม่ซ้ำกัน) จักรูปธรรม ๙ จากสันตติสี่สะหนึ่งออกเสียก็ (เหลือ) ๑๔ เพิ่มภาวาทสกะ (หมวดรูป ๑๐ ทั้งภาวะ) สำหรับสัตว์ที่มีภาวะ (แล้ว) เข้าก็เป็น ๓๓ โดยถือเอาแต่ที่ยังไม่ได้ถือเอา จักรูปธรรม ๑๘ จากสันตติสี่สะ ๒ หมวดออกเสียอีกก็ (เหลือ) ๑๕ (ชื่อว่า วิญญาณปจยา นามรูปํ สำหรับสัตว์ ๒ กำเนิดนั้น)
ส่วนในเหล่าสัตว์โอปปาติกะกำเนิด เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งรูปพรหมมีจำพวกพรหมกายิกะเป็นต้น สันตติสี่สะ ๔ โดยเป็นรูปด้วยอำนาจแห่งจักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตินทรียนวกะกับอรูปขันธ์ ๓ ย่อมปรากฏ เหตุนั้น โดยกระจายรูปของรูปพรหมเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๒๒ คือ (รูป) ธรรม ๑๙ โดยเป็นรูปรูป กับอรูปขันธ์ ๓ นั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาที่ยังไม่ได้ถือเอา จัก (รูป) ธรรม ๒๗ (ที่ซ้ำกัน) จากสันตติสี่สะ ๓ หมวดออกเสีย ก็ (เหลือ) ๑๕
ส่วนในกามภพ เหตุที่ในปฏิสนธิขณะแห่งเหล่าสัตว์โอปปาติกะกำเนิดที่เหลือก็ดี แห่งเหล่าสัตว์สังเสทชะกำเนิดก็ดี ที่มีภาวะและมีอายตนะครบ สันตติสี่สะ ๗ โดยเป็นรูป และอรูปขันธ์ ๓ ย่อมปรากฏ เหตุนั้น โดยกระจายรูปเหล่านั้นออกไป (ก็) ธรรม ๗๓ คือ (รูป) ธรรม ๗๐ โดยเป็นรูปรูปกับอรูปขันธ์ ๓ นั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ แต่โดยถือเอาเฉพาะที่ยังไม่ได้ถือเอา จัก (รูป) ธรรม ๕๔ (ที่ซ้ำกัน) จากรูปสันตติสี่สะ ๖ หมวดออกเสีย ก็ (เหลือ) ๑๙ นี่เป็นการนับอย่างสูง ส่วนอย่างต่ำ การนับนามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณในปฏิสนธิแห่งเหล่าสัตว์ผู้มีรูปสันตติสี่สะนั้นๆ วิกล (บกพร่อง) ก็พึงทราบโดยลดหย่อนบ้าง ขยายออกบ้าง ตามเกณฑ์แห่งสันตติสี่สะนั้นๆ เถิด