ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนในปฏิสนธิแห่งรูปพรหมทั้งหลาย ก็ปรากฏแต่อรูปขันธ์ ๓ (ไม่มีรูป) ในปฏิสนธิแห่งเหล่าอสัญญีพรหม ปรากฏแต่ชีวิตินทรียนวกะเป็นรูปเท่านั้นแล นี่เป็นนัยในปฏิสนธิก่อน
ส่วนในปวัตติกาล สทัญญูกรูป (กลุ่มรูป ๘ ล้วน คืออวินิพโภครูป) อันมีจิตเป็นสมุฏฐานโดยที่สุด (คือตั้งแต่จุติจิต) ที่เป็นไปพร้อมกับปฏิสนธิจิต ย่อมปรากฏขึ้นในฐิติขณะแห่งปฏิสนธิจิต ในทุกแหล่งที่เป็นไปแห่งรูป แต่ (ตัว) ปฏิสนธิจิตหายรูปให้ตั้งขึ้นได้ไม่ แท้จริงปฏิสนธิจิตนั้นไม่อาจยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ เพราะเป็นจิตมีกำลังน้อย เหตุที่ (หทัย) วัตถุ (เพิ่งเกิด) ยังมีกำลังอ่อน เปรียบเหมือนคนตกเหวไม่สามารถเป็นที่อาศัยแห่งคนอื่นได้นะนั้น จำเดิมแต่ภวังคจิตดวงแรกต่อแต่ปฏิสนธิจิตไป สทัญญูกรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานจึงปรากฏขึ้นถึงกาลที่เสียงปรากฏ (คือลึกคราวจะเกิดเสียงได้) สัททนวกะ (กลุ่มรูป ๙ ทั้งเสียง) จึงปรากฏขึ้นแต่จุติอันเป็นไปต่อแต่ปฏิสนธิขณะนั้นแล และแต่นี้ด้วย ส่วนสัตว์เหล่าใดเป็นคัพพไสยกสัตว์อาศัยคัพพังการาหารเป็นอยู่ สทัญญูกรูปอันมีอาหารเป็นสมุฏฐาน ย่อมปรากฏในสรีระของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งอาหารที่มารดากลืนลงไป ซึ่งซาบเข้าไป ตามพระบาลีว่า :-
“ก็สัตว์ผู้กําบังตัวอยู่ในท้องของมารดา มารดาของเขาบริโภคโภชนะอันใด เป็นข้าวก็ดี น้ำก็ดี (ลงไป) เขายังชีพให้เป็นไปในท้องมารดาด้วยโภชนะนั้น” ดังนี้
สำหรับโอปปาติกะสัตว์ทั้งหลาย สทัญญูกรูปอันมีอาหารเป็นสมุฏฐาน ย่อมปรากฏในเวลาที่กลืนเขฬะที่อยู่ในปากของตนลงไปเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้น โดยรวมกันเข้า ธรรม ๙๙ คือรูป ๙๖ อย่าง ได้แก่ รูป ๒๖ ด้วยอำนาจแห่งสทัญญูกรูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน (๑) และแห่งนวกรูป ๒ อย่างสูง อันมีธาตุและจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๘) และรูป ๗๐ อย่างที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน อันเกิดขึ้น ๓ วาระในขณะจิตหนึ่งๆ ซึ่งกล่าวมาก่อนแล้วกับอรูปขันธ์ ๓ (รวมเป็น๙๙) หรือว่าเหตุที่เสียงเป็นสิ่งไม่แน่นอน เพราะปรากฏในบางคราวเท่านั้น เหตุนั้น จักเสียงทั้ง ๒ อย่าง (คือที่เป็นอุฏฐุสมุฏฐานและจิตตสมุฏฐาน) นั้นออกเสีย ธรรมจำนวนนี้ก็เป็น ๙๗ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า นามรูป อันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณแห่งสัตว์ทั้งปวงตามที่มันเป็น ด้วยว่าเมื่อ