ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ปัจจัย อินทรียปัจจัย อัตถิปัจจัย และอวิคตปัจจัยแห่งนามนั้น อันผสมกับรูปหรือมิได้ผสมก็ตาม เป็นปัจจัย ๘ อย่าง โดยเป็น สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ วิปากะ อาหาระ อินทรีย์ะ อวิปปยุตตะ อัตถิ และอวิคตปัจจัยแห่งวัตถุรูปในปฏิสนธิกาล แต่เป็นปัจจัยโดยปัจจัยใน ๙ นี้ ชักอัญญมัญญปัจจัยออกเสีย เหลือ ๘ แห่งรูปที่เหลือนั้นวัตถุรูป ส่วนอภิสังขารวิญญาณเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แห่งรูปอสัตยีสัตว์บ้าง แห่งกรรมชรูปในปัญจโวการภพบ้าง (ทั้งนี้) โดยปริยายทางพระสูตร วิญญาณที่เหลือทั้งหมดนั้นแต่ภวังคดวงแรก พึงทราบว่าย่อมเป็นปัจจัยแก่ นามรูปนั้นๆ ตามควร อันจะแสดงปัจจยนัยแห่งนามรูปนั้นโดยพิสดาร ก็จำต้องขยาย ปัฏฐานกถาทั้งหมด (คัมภีร์) เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่รีวิวาทรณะนั้น
ในความที่วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้น หากมีคำถามว่า ก็ถือว่านามรูปในปฏิสนธิย่อมมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณนั้นจะพึงทราบได้อย่างไร ? ดังนี้ พึงแก้ว่า “ทราบได้โดยพระสูตรและโดยยุธิ (คือข้ออนุมานที่ชอบด้วยเหตุ)”
จริงอยู่ ในพระสูตร ความที่นามธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยส่วนมาก เป็นอันสำเร็จได้โดยนัยในพระสูตรเช่นว่า “จิตตานุปริวัตติโน ธมฺมา ธรรมทั้งหลายย่อมหมุนเวียนไปตามจิต” ดังนี้เป็นอาทิ ก็ว่าโดยส่วนยุธิ
วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปแม้ที่ (มอง) ไม่เห็น ย่อมสำเร็จได้โดยจิตตชรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้
ความว่า โดยนัยที่ว่า “เมื่อจิตผ่องใสหรือไม่ผ่องใส รูปอันเป็นไปตามจิตนั้น เมื่อเกิดขึ้นเป็นรูปที่ (มอง) เห็นได้ และการอนุมานถึงรูปที่ (มอง) ไม่เห็น ก็มีได้โดยรูปที่ (มอง) เห็น” ดังนี้ ข้อว่า “วิญญาณเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิรูปที่แม้ (มอง) ไม่เห็น” นั้นจึงทราบได้โดยจิตตชรูปที่ (มอง) เห็นได้ในโลกนี้ จริงอยู่ ความที่แม้รูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็มีวิญญาณเป็นปัจจัยได้ดังรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในคัมภีร์ปัฏฐานแล