ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เพราะฉะนั้น ในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาลก็ดี นามใดและรูปใดเป็นปัจจัยแก่อายตนะใด และเป็นปัจจัยโดยประการใด ปราชญ์พึงนําพาโดยประการนั้น เทอญ
(ต่อไป) นี่เป็นคําขยายความในคาถา (ปัจจยนัย) นั้น
นามเป็นปัจจัยในอรูปภพ ความว่า ในอรูปภพ นามอย่างเดียวเป็นปัจจัย ๗ อย่าง (และ) ๖ อย่าง ในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล นั้น (ว่า) โดยอย่างต่ำ
เป็นอย่างไร ? (ว่า) ในปฏิสนธิกาลก่อน โดยอย่างต่ำ นามย่อมเป็นปัจจัยแก่ฉฬายตนะ ๗ อย่าง โดยเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ วิปากะ อัตถิ และอวิคตปัจจัย อนึ่ง ในปฏิสนธิกาลนี้ นามเป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้างก็มีดังนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำพึงทราบโดยอํานาจเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น แม้ในปวัตติกาล นามที่เป็นวิบากก็เป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน แต่ในปัจจัยมีประการดังกล่าวโดยอย่างต่ำ (นั้น) นาม นอกนี้ (คือนามที่ไม่ใช่วิบาก) ย่อมเป็นปัจจัยโดยปัจจัย ๖ ยกเว้นวิปากปัจจัย อนึ่ง ในปวัตติกาลนี้ อวิปากนามเป็นปัจจัยโดยประการอื่นบ้างก็มีดังนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย บางอย่างเป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย ส่วนอย่างสูงและอย่างต่ำ พึงทราบโดยอํานาจแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น
นามเป็นปัจจัยในภพอื่น แม้ในภพอื่นนามก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ ในปฏิสนธิ อย่างนั้น (คือ ๗ อย่าง) เหมือนกัน (แต่) มันเป็นปัจจัยแห่งอายตนะนอกนี้ โดยอาการ ๖