ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เพราะเหตุฉะนี้แล อันภิกษุผู้เห็นภัยในสังสารวัฏ เมื่อระลึกถึงคำปฏิญญาณของตนที่ให้ไว้แก่พระอุปัชฌาย์ในเวลาอุปสมบท พึงเป็นผู้ยินดีในการใช้ผ้าปังสุกูลจีวร อันเป็นเครื่องส่งเสริมการบำเพ็ญความเพียรนั้นเถิด.
ว่าด้วยอานิสงส์ในปังสุกูลิกังคธุดงค์นี้ เพียงเท่านี้. พรรณนาการสมาทาน กรรมวิธี ประเภท ความแตก และอานิสงส์ในปังสุกูลิกังคธุดงค์ ประการแรกนี้ ยุติลงเพียงเท่านี้.
[25] ลำดับนี้จักพรรณนาเตจีวริกังคะ คือองค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้า 3 ผืนเป็นปกติ ซึ่งเป็นอันดับรองต่อมาจากปังสุกูลิกังคกถานั้นต่อไป.
จากคำสมาทาน 2 อย่างนี้ คือ จตุตถกจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้าขอปฏิเสธผ้าผืนที่ 4 ดังนี้อย่างหนึ่ง และ เตจีวริกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาองค์แห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งผ้า 3 ผืนเป็นปกติ ดังนี้อย่างหนึ่ง ด้วยคำใดคำหนึ่ง ย่อมเป็นอันโยคีบุคคลสมาทานเอาแล้วซึ่งเตจีวริกธุดงค์.
ว่าด้วยการสมาทานในเตจีวริกังคธุดงค์นี้ เพียงเท่านี้.
ภิกษุผู้มีอันทรงไว้ซึ่งผ้า 3 ผืนเป็นปกตินั้น ครั้นได้ผ้าสำหรับทำจีวรมาแล้ว เมื่อยังไม่สามารถที่จะทำจีวรเพราะไม่สบายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือยังไม่ได้ผู้จัดการเพียงใด หรือบรรดาเครื่องมือทั้งหลายเช่นเข็มเป็นต้น ยังไม่สมบูรณ์เพียงใด ก็พึงเก็บผ้าไว้ได้ชั่วระยะกาลเพียงนั้น ย่อมไม่เป็นโทษเพราะการสะสมเป็นเหตุ แต่เมื่อได้ย้อมผ้าสำเร็จแล้วจะเก็บไว้ต่อไปไม่สมควร ถ้าขืนเก็บไว้ก็จะกลายเป็นโจรธุดงค์ไปเท่านั้น. ว่าด้วยกรรมวิธีในเตจีวริกังคธุดงค์นี้ เพียงเท่านี้.