ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ความว่า โดยสังเขป ผัสสะ ในบทว่า สฬายตนปจยา ผสฺโส ก็มิ ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสเป็นต้นเหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส แต่ว่าโดยพิสดาร ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นทั้งหมด มีถึง ๓๒ ดุจวิญญาณที่กล่าวแล้วซึ่งมีเพราะสังขารปัจจัย ดังนี้ คือ ผัสสะ ๑๐ คือ เป็นกุศลวิบาก ๕ อกุศลวิบาก ๕ และผัสสะ ๒๒ อันสัมปยุตกับวิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะ ๒๒ ที่เหลือ
ก็แล สฬายตนะอันเป็นปัจจัยแก่ผัสสะทั้ง ๒๒ อย่างนั้นใด ในสฬายตนะนั้น อาจารย์ผู้มีปัญญาทั้งหลายปรารถนาเอาสฬายตนะภายในมีจักขุเป็นต้นกับฉฬายตนะบ้าง ปรารถนาเอาสฬายตนะกับอายตนะภายนอก ๖ บ้าง
ในอาจารย์ทั้งหลายนั้น อันดับแรก อาจารย์เหล่าใดถือเอาธรรมที่เนื่องด้วยสิ่งที่มีสันตติประจำตัวที่เป็นทั้งปัจจัยธรรมและเป็นปัจจุบันธรรมด้วยทีเดียว ด้วยความว่า นี่เป็นการกล่าวถึงความเป็นไปแห่งสิ่งที่เป็นอุปาทินนกะ อาจารย์เหล่านั้นย่อมปรารถนาเอาว่า สฬายตนะภายในมีจักขุเป็นต้นกับฉฬายตนะ โดยทําเอกเทศ-สรุปเกเสสว่า “ฉฬายตนะในอรูปภพโดยท่านองค์พระบาลีว่า ฉฬายตนปจยา ผสฺโส ผัสสะมีเพราะปัจจัยคือฉฬายตนะ” ฉะนี้ด้วย สฬายตนะในภพอื่นโดยศัพท์สังเคราะห์ (รวมเข้าด้วยกันหมด) ด้วยเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ดังนี้ อันที่จริง คําดังว่านั้นก็เท่ากับ (วิเคราะห์เอกเสส) ว่า “ฉฬายตนญฺจ สฬายตนญฺจ สฬายตนํ” ฉฬายตนะ (อายตนะที่ ๖) ด้วย สฬายตนะ (อายตนะ ๖) ด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ นั่นเอง
ส่วนอาจารย์เหล่าใดถือเอาธรรมที่เนื่องด้วยสิ่งที่เป็นเอกสันตติ (สันตติอันเดียว) ซึ่งเป็นปัจจุบันธรรมเท่านั้น แต่แสดงปัจจัยธรรมเป็นพวกกินสันดาน (คือมีสันตติแต่ต่างกันไม่เนื่องกัน) อาจารย์เหล่านั้น อายตนะใดๆ เป็นปัจจัยแก่ผัสสะได้ จะแสดงเอาอายตนะนั้นๆ ทั้งหมด จึงกําหนดเอาอายตนะภายนอก ด้วยปรารถนาว่า “อายตนะภายในกับฉภูตรายตนะนั้นแหละ พร้อมทั้งอายตนะภายนอกมีรูปายตนะเป็นต้นด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ” ดังนี้ ที่จริงแม้ คําดังว่านั้น เมื่อทํามันให้เป็นเอกเสสเสียว่า “ฉภูตรายตนญฺจ สฬายตนญฺจ สฬายตนํ” ฉภูตรายตนะด้วย สฬายตนะด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ” ฉะนี้