ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แก้ปัญหาว่าผัสสะอันเดียว เกิดแต่อายตนะทุกอย่างไม่ได้ ฯลฯ ก็เรียกว่า สฬายตนะเหมือนกัน
ในข้อนี้ (มี) ผู้ท้วงกล่าวว่า “ผัสสะอันเดียวหาเกิดแต่อายตนะทุกอย่างได้ไม่ ทั้งผัสสะทุกอย่างก็หาเกิดแต่อายตนะอันเดียวได้ไม่ แต่ผัสสะในปฐุว่า “สฬายตน-ปจยา ผสฺโส” นี้ ตรัสไว้แต่อันเดียว ไฉนจึงตรัสผัสสะนั้นแต่อันเดียวเล่า ?
นี่เป็นคําแก้ในข้อนั้น คือที่ว่า ผัสสะอันเดียวเกิดแต่อายตนะทุกอย่างไม่ได้ หรือว่าผัสสะทุกอย่างเกิดแต่อายตนะอันเดียวก็ไม่ได้ นั่นจริง แต่ว่าผัสสะอันเดียว ย่อมเกิดแต่อายตนะหลายอย่างได้ เช่นจักขุสัมผัสย่อมเกิดแต่จักขายตนะ (กับ) แต่รูปายตนะ แต่ใจนายตนะกล่าวคือจักขุวิญญาณ และแต่เจ้มนายตนะอันเป็นสัมปยุตตธรรมที่เหลือ (รวมกัน) เป็นอาทิ บัณฑิตพึงประกอบความตามควรในผัสสะ (ข้ออื่น) ทุกข้อดังนิทัศน์ที่กล่าวนี้เถิด
ก็เพราะเหตุนั้นแหละ พระตถาคตจึงทรงแสดงโดยเอกวจนนิเทศ เพื่อสื่อความว่า ผัสสะแม้อันเดียว มีอายตนะหลายอย่างเป็นแดนเกิดได้
คําว่า “โดยเอกวจนนิเทศ” เป็นต้น ความว่า พระตถาคตทรงแสดงพระพุทธาธิบายว่า “ผัสสะอันเดียว ย่อมมีเพราะอายตนะหลายอย่างได้” โดยแสดงออกด้วยคําเป็นเอกพจน์ นี้ว่า สฬายตนปจยา ผสฺโส
ส่วนว่า ในอายตนะทั้งหลาย
บัณฑิตพึงชี้แจงอายตนะ ๖ ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น ๖ อย่าง พึงชี้แจงอายตนะ ๑ ถัดอายตนะ ๕ นั้นไป