ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
จริงอยู่ ในบทนี้ ในวังคีคําท่านแสดงตัณหา ๖ โดยใช้ชื่อตามอารมณ์ว่า รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา ดุจบทที่ถูกแสดงโดยใช้ชื่อตามบิดาว่า เศรษฐีบุตร พราหมณบุตร เป็นต้นฉะนั้น อนึ่ง ในตัณหาเหล่านั้นตัณหาข้อหนึ่งๆ ทราบกันว่าเป็นอย่างละ ๓ ตามอาการที่เป็นไป ดังนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา
ก็รูปตัณหานั้นแล เมื่อใด (มัน) ยินดีรูปรมณ์ที่มาปรากฏแก่จักขุ ด้วยอํานาจความพอใจทางกามเป็นไป เมื่อนั้น (มัน) ก็ได้ชื่อว่าเป็นกามตัณหา เมื่อใดมันเป็นไปกับสัสสตทิฏฐิ อันเป็นไปโดยเห็นว่า อารมณ์อันนั้นแหละเป็นของเที่ยงยั่งยืน เมื่อนั้น มันก็ได้ชื่อว่าเป็น ภวตัณหา ด้วยว่า ราคะที่สหรคตกับสัสสตทิฏฐิ ท่านเรียกว่า ภวตัณหา ส่วนว่าเมื่อใด มันเป็นไปกับอุจเฉททิฏฐิอันเป็นไปโดยเห็นว่า อารมณ์อันนั้นแหละจะขาดสูญไป เมื่อนั้น มันก็ได้ชื่อว่าเป็นวิภวตัณหา ด้วยว่า ราคะที่สหรคตกับอุจเฉททิฏฐิ ท่านเรียกว่าวิภวตัณหา แม้ตัณหาที่เหลือมีสัททตัณหาเป็นต้นก็ฉันนี้ เพราะเหตุนั้น มันจึงเป็น ตัณหา ๑๘ อันเป็นไปในรูปรมณ์เป็นต้นที่เป็นภายใน ๑๘ ที่เป็นภายนอก ๑๘ เพราะฉะนั้น จึงเป็น ตัณหา ๓๖ โดยประการดังนี้ มันเป็นอดีต ๓๖ เป็นอนาคต ๓๖ และเป็นปัจจุบัน ๓๖ ดังนั้นมันจึงเป็น ตัณหา ๑๐๘ ตัณหาเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า เมื่อย่อมันเข้าอีก มันก็คงเป็นตัณหา ๖ ด้วยอํานาจแห่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นหรือเป็นตัณหา ๓ โดยเป็นประเภทกามตัณหาเป็นอาทิเท่านั้นเอง
ก็เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีพอใจเวทนาอันเกิดขึ้นด้วยอํานาจอารมณ์มีรูปเป็นต้น จึงทําสักการะ (รางวัล) ใหญ่แก่จิตรกร (ช่างเขียน) คนธรรพ์ (นักดนตรีและขับร้อง) คนถัก (ช่างปรุงเครื่องหอม) สุทา (พ่อครัว) ต้นตวาย (ช่างทอผ้า) และสรายนวิรายก แพทย์ (แพทย์ผู้แต่งยาตามตํารับสรายนเวท) เป็นอาทิ ซึ่งเป็นผู้ให้อารมณ์มีรูปเป็นต้น ก็ด้วยความรักในเวทนา ดุจบิดาพอใจบุตร (ของตน) แล้วทําสักการะใหญ่แก่แม่นม ก็ด้วยความรักในบุตรฉะนั้น เหตุนั้น ตัณหาทั้งปวงนั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า เป็นตัณหา มีเพราะปัจจัยคือเวทนา