ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็เพราะสุขเวทนาที่เป็นวิบากอย่างเดียวเท่านั้น ท่านประสงค์เอาในบทนี้ เหตุนั้น สุขเวทนานั้น จึงเป็นปัจจัยแก่ตัณหาประการเดียวเหมือนกัน
คำว่า (เป็นปัจจัย) ประการเดียว คือเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น หรือ เพราะว่า
ผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาความสุข ผู้มีสุขเล่า ก็ปรารถนาความสุขยิ่งขึ้นไป ส่วนอุเบกขาเวทนา เพราะเป็นเวทนาละเอียด ท่านก็กำล่าวว่าเป็นสุขเหมือนกัน เหตุนั้น เวทนา จึงเป็นปัจจัยแก่ตัณหาได้ทั้ง ๓ แต่เพราะว่าตัณหาซึ่งพระมหาถียเจ้าอาศรัยไว้ในบทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา นั้น แม้มีเวทนาเป็นปัจจัย (แต่) เว้นอุเบกขาเสีย มันก็ไม่มี เพราะฉะนั้น มันจึงไม่มีแก่พราหมณ์ (คือ สมณะ) ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา
[๖๔๕] ในบทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ
อุปาทานมี ๔ บัณฑิตพึงอธิบายอุปาทาน ๔ นั้น โดยอรรถวิภาค (จำแนกความ) โดยสังเขป และโดยพิสดารแห่งธรรมและโดยลำดับ
นี่เป็นอธิบายในอุปาทานนั้น คือ ในคาถานี้ ชั้นแรก ว่าด้วยอุปาทานมี ๔ นี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน
(ต่อไป) นี้เป็นอรรถวิภาคแห่งอุปาทานเหล่านั้น
(อรรถว่า) บุคคลย่อมถือมั่นซึ่งกามที่ได้แก่วัตถุ เหตุนั้นจึงชื่อว่า กามุปาทาน (แปลว่า ความถือมั่นกามแห่งบุคคล) ดังนี้บ้าง