ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
(อรรถว่า) กาม (คือกิเลส) ด้วย กาม (คือกิเลส) นั้นเป็นธรรมชาติผู้ถือมั่นด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า กามุปาทาน (แปลว่า กามผู้ถือมั่น) ดังนี้บ้าง
คำว่า อุปาทาน แปลว่า ถือมั่น (คือยึดไว้) เพราะ อุปศัพท์ในที่นี้มี ทัฬหัตถศัพท์ (มั่น แข็งขัน รุนแรงยิ่งนัก) เป็นอรรถ ดัง อุปศัพท์ในคำว่าอุปายาส (ลำบากใจยิ่งนัก คือคับแค้น) และ คำว่าอุปกัฏฐะ (ชักมาใกล้นัก คือจวนเจียน) เป็นต้น
นัยเดียวกัน (คือ อุปาทานศัพท์มีอรรถว่า ถือมั่น ยึดไว้ เช่นเดียวกัน) คือ (อรรถว่า) ทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้นเป็นธรรมชาติถือมั่นด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน (แปลว่า ทิฏฐิอันยึดไว้) อีกอรรถหนึ่งว่า ทิฏฐิย่อมถือมั่นทิฏฐิ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน (แปลว่า ทิฏฐิยึดทิฏฐิ) ด้วยว่า อุทฺธตทิฏฐิ (ความเห็นชั้นหลังมา) ย่อมยึดปุริมทิฏฐิ (ความเห็นที่มีมาก่อน) ในความเห็นผิดทั้งหลาย มีเห็นว่า อัตตาเที่ยง และโลกเที่ยง เป็นต้น
นัยเดียวกัน คือ (อรรถว่า) บุคคลย่อมถือมั่นศีลพรต เหตุนั้น จึงชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน (แปลว่า ความถือมั่นศีลพรตแห่งบุคคล) ดังนี้บ้าง (อรรถว่า) ศีลพรตด้วย ศีลพรตนั้นเป็นธรรมชาติถือมั่นด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน (แปลว่า ศีลพรตอันถือมั่น) ดังนี้บ้าง ด้วยว่า ศีลพรตต่าง ๆ มีโคศีลและโคพรตเป็นต้น เป็นอุปาทานอยู่ในตัวมันเอง เพราะยึดมั่นว่า ความบริสุทธิ์จักมีด้วยศีลพรตอย่างนั้น
นัยเดียวกัน บุคคลทั้งหลาย ย่อมกล่าวเพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า วาทะ (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุกล่าว)
สัตว์ทั้งหลายย่อมถือมั่นแม้เพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่าอุปาทาน (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุถือมั่น)