ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เท่านั้น ท่านกล่าวว่าเป็นสังขารโดยนัยว่า “ในอภิสังขาร ๓ นั้น ปุญญาภิสังขารเป็นไฉน เจตนาเป็นกุศลกามาวจร (นี้เรียกว่าปุญญาภิสังขาร)” ดังนี้เป็นต้น แต่ในตอนนี้ แม้ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับเจตนา ท่านก็กล่าวด้วยคำว่า “แม้กรรมที่เป็นภวกามีทั้งปวง (ก็ชื่อว่ากรรมภพ)” ดังนี้ อนึ่งที่ก่อนกรรมที่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณเท่านั้น ท่านกล่าวว่าเป็นสังขาร มาที่นี้ แม้กรรมที่ยังสัตว์ให้เกิดในอสัญญาภพ ท่านก็กล่าวด้วย จะกล่าวมากไปทำไม ในบทว่า “อวิชฺชาปจฺจยา ภโว” นี้ ท่านกล่าวธรรมทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศลมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น แต่ในตอนนี้ ท่านกล่าวธรรมทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นอัพยากฤต ก็เพราะสงเคราะห์เอาอุปปัตติภพเข้าด้วย เพราะฉะนั้น การกล่าวซ้ำนี้ จึงยังมีประโยชน์แท้
วินิจฉัยโดยสาตถะในบทนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาจะนี้
[๖๔๙] ข้อว่า “โดยเภทะและสังคหะ” คือโดยแบ่งออกและโดยย่อเข้าซึ่งภพ อันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน
ความว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เกิดในกามภพ ซึ่งมีเพราะปัจจัยคือกามุปาทานใด อันสัตว์ทำเข้า ธรรมคือกรรมนั้นชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะกรรมนั้นโดยเฉพาะ ชื่อว่า อุปปัตติภพ ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้
โดยนัยดังนี้ กามภพทั้งสัญญาภพและปัญจโวการภพที่อยู่ภายใน (คือรวมอยู่ในกามภพ) เป็น ๒ รูปภพ ทั้งสัญญาภพ อสัญญาภพ เอกโวการภพและจตุโวการภพที่อยู่ภายใน เป็น ๒ ดังนี้ ภพจึงเป็น ๖ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน อันมีเพราะปัจจัยคือกามุปาทาน ก็แล ภพที่มีเพราะปัจจัย คือกามุปาทาน เป็น ๖ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในฉันใด แม้ภพที่มีเพราะปัจจัย คืออุปาทานที่เหลือก็เป็นอย่างละ ๖ ฉันนั้นแล ด้วยประการดังนี้โดยแบ่งออกภพที่มีเพราะปัจจัยคืออุปาทานจึงเป็น ๒๔ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน