ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนว่าโดยรวมเข้า มีวินิจฉัยว่า รวมกามภพและอุปปัตติภพเข้าด้วยกันเสีย กามภพ ก็เป็น ๑ กับทั้งภพที่อยู่ภายใน รูปภพและอรูปภพก็รวมเข้าอย่างนั้น ดังนี้ จึงเป็นภพ ๓ อันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน แม้ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานที่เหลือก็เป็นอย่าง ๆ ฉันนั้นแล
ด้วยประการดังนี้ โดยรวมเข้า ภพที่มีเพราะปัจจัย คือ อุปาทาน จึงเป็น ๑๒ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน
อีกนัยหนึ่ง กรรมที่มีผลเป็นกามภพ จัดเป็นกรรมภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานโดยไม่แปลกกัน (คือไม่แยกประเภทอุปาทาน) ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นโดยเฉพาะจัดเป็นอุปปัตติภพ ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้ ด้วยประการนี้ โดยรวมเข้าอีกปริยายหนึ่ง ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานจึงเป็น ๖ คือกามภพ ๒ รูปภพ ๒ อรูปภพ ๒ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน
หรือว่าไม่แตะต้องการแยกเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพเสีย ภพก็คงเป็น ๓ โดยกามภพ เป็นต้น พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน
อนึ่งเล่า ไม่แตะต้องการแยกเป็นภพ ๓ มีกามภพเป็นต้นเสีย ภพก็เป็น ๒ โดยเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพ
ไม่แตะต้องการแยกเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพเสียอีกเล่า ภพก็คงเป็น ๑ เท่านั้น โดยเป็นภพ (เอกพจน์) ตามบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว แล
วินิจฉัยโดยแยกออกและรวมเข้าซึ่งภพอันมีอุปาทานเป็นปัจจัยในบทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาจะนี้ประการ ๑
[๖๕๐] ข้อว่า “ยํ ยสฺส ปจฺจโย โหติ” ความว่า อนึ่ง ในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว นี้ อุปาทานไร เป็นปัจจัยแก่ภพไร บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประการที่สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไรนั้นด้วย ถามว่า - ก็ในบทนี้ สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไรเล่า ?
ตอบว่า - ทุกสิ่งเป็นปัจจัยแก่ทุกสิ่งแหละ