visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 964 | >>

ขยายความ

ความว่า ธรรม ๒ คืออวิชชาและตัณหา พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งภวจักรนั้นนั่นแล ภวจักรนั้นเล่า ก็จัดเป็น ๒ ส่วน คือที่มีอวิชชาเป็นมูลมีมานเป็นที่สุด (เป็นภวจักร ๑) เพราะนำ (ปัจจุบันผล) มาแต่ส่วนเบื้องต้น (คือส่วนอดีต) ที่มีตัณหาเป็นมูลมีชรามรณะเป็นที่สุด (เป็นภวจักร ๑) เพราะต่อกับ (ผล) ส่วนเบื้องปลาย (คืออนาคต)

ในภวจักร ๒ ส่วนนั้น ภวจักรส่วนแรกกล่าวด้วยอำนาจบุคคลทิฏฐิจริต ส่วนหลังกล่าวด้วยอำนาจบุคคลตัณหาจริต ด้วยว่าอวิชชาเป็นสังสารนายิกา (ผู้นำไปในสังสาร) สำหรับบุคคลทิฏฐิจริตทั้งหลาย ตัณหาเป็นสังสารนายิกาสำหรับบุคคลตัณหาจริตทั้งหลาย นัยหนึ่งภวจักรที่ ๑ กล่าวเพื่อถอนอุจเฉททิฏฐิ เพราะประกาศความไม่ขาดสูญแห่งเหตุทั้งหลาย โดยความเกิดขึ้นแห่งผล ภวจักรที่ ๒ กล่าวเพื่อถอนสัสสตทิฏฐิ เพราะประกาศชรามรณะแห่งสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว นัยหนึ่ง ภวจักรแรกกล่าวด้วยอำนาจจักขุเฉยยกสัตว์ เพราะแสดงความหมุนไปแห่งธรรมตามลำดับ ภวจักรหลังกล่าวด้วยอำนาจโอปปาติกสัตว์เพราะแสดงความเกิดขึ้นพร้อมกัน (แห่งอุปปัตติภพและขันธ์)

ส่วนกาลของภวจักรนั้นมี ๓ คือ อดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกาล ๓ นั้น ว่าโดยที่มาในพระบาลีโดยรูป องค์ ๒ คืออวิชชาและสังขาร พึงทราบว่าเป็นอดีตกาล องค์ ๘ มีวิญญาณเป็นต้นมีภพเป็นที่สุด พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันกาล องค์ ๒ คือ ชาติและชรามรณะ พึงทราบว่า เป็นอนาคตกาล

สนธิ ๓ สังคหะ ๔ อาการ ๒๐ วัฏฏะ ๓ แห่งภวจักร

[๖๕๔] พึงทราบแม้ดังนี้อีกว่า:-

ภวจักรนั้นสนธิ (เงื่อนต่อ) ๓ มีคำว่าเหตุและผล ผลเหตุเป็นบทหน้าและมีสังคหะ (คือสังเขป) ๔ ประเภท มีชื่อกำคืออาการ ๒๐ มีวัฏฏะ (วงกลม) ๓ ย่อมหมุนไปไม่หยุด (จนกว่าจะถึงอรหัตตมรรค)
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka