ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในสนธิ ๓ นั้น เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างสังขารกับปฏิสนธิวิญญาณ ชื่อว่า เหตุ-ผลสนธิ (ต่อเหตุบาปผล) เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างเวทนากับตัณหา ชื่อว่า ผลเหตุสนธิ (ต่อผลกับเหตุ) เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างภพกับชาติ ชื่อว่า เหตุผลสนธิ (ต่อเหตุกับผล) ภวจักรนี้บัณฑิตพึงทราบว่า มีสนธิ ๓ มีอำนาจเหตุผลและเหตุเป็นบทหน้าอย่างนี้แล
ส่วนสังคหะแห่งภวจักรนั้น กำหนดด้วยองค์ต้นกับปลายแห่งสนธิทั้งหลายเป็น ๔ คือ อย่างไรบ้าง คืออวิชชาและสังขารเป็นสังคหะที่ ๑ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นสังคหะที่ ๒ ตัณหา อุปาทาน ภพเป็นสังคหะที่ ๓ ชาติชรามรณะ เป็นสังคหะที่ ๔ ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่ามีสังคหะ ๔ ประเภท ดังนี้แล
อนึ่ง ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่ามีอาการ ๒๐ โดยชี้กำกล่าวคืออาการ ๒๐ นั้นก็คือ
เหตุในกาลล่วงแล้ว ๕ ผลในกาลบัดนี้ ๕ เหตุในกาลบัดนี้ ๕ ผลในกาลต่อไป ๕
ใน ๔ ข้อนั้น ข้อว่า “เหตุในกาลล่วงแล้ว ๕” ขยายความว่า ชั้นแรก (อดีตเหตุ นั้น) ก็กล่าวเอาธรรม ๒ ประการ คืออวิชชากับสังขารนี้เท่านั้น แต่เพราะคนไม่รู้ย่อมทะยอยทะยาน คนทะยอยทะยานย่อมถือมั่น เพราะความถือมั่นของเขาเป็นปัจจัย