visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 966 | >>

ภพก็มีขึ้น เพราะฉะนั้น แม้ตัณหา อุปาทานและภพ ก็จึงถูกรวมเข้าด้วย เหตุนั้นพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า “ความหลงในปุริมกรรมภพเป็นอวิชชา เจตนาอันประมวลไว้ในปุริมกรรมภพเป็นสังขาร ความใคร่ในปุริมกรรมภพเป็นตัณหา ความข้องแวะในปุริมกรรมภพเป็นอุปาทาน เจตนาในปุริมกรรมภพเป็นภพ ผลธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ ในปุริมกรรมภพ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพนี้”

อรรถ (แห่งพระบาลีนั้น) พึงทราบดังนี้ว่า ในบทเหล่านั้น บทว่า “ในปุริมกรรมภพ” คือ ในกรรมภพที่มีมาก่อน หมายความว่า ในกรรมภพที่ได้ทำไว้ในชาติที่ล่วงแล้ว

คำว่า “ความหลงเป็นอวิชชา” ความว่า ความหลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลงทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้นในกาลนั้นอันใด บุคคลผู้หลงแล้วทำกรรมด้วยความหลงอันใด ความหลงอันนั้นเป็นอวิชชา

คำว่า “เจตนาอันประมวลไว้เป็นสังขาร” ได้แก่เจตนาดวงแรก ๆ ของบุคคลผู้ทำกรรมนั้น ดังเช่นเจตนาดวงแรก ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ทายกผู้ยังจัดให้เกิดขึ้นว่าเราจักให้ทาน แล้วตระเตรียมเครื่องอุปกรณ์แห่งทานทั้งหลายอยู่เดือนหนึ่งก็ดี ปีหนึ่งก็ดี ส่วนเจตนาของทายกนั้นผู้อ้างทักษิณาลงในมือของปฏิคาหกทั้งหลาย เรียกว่าภพ นัยหนึ่ง เจตนาในชวนะ ๖ ที่เป็นจิตมีอาวัชชนะเดียว ชื่อว่าเจตนาอันประมวลไว้ นับเป็นสังขาร เจตนาในชวนะที่ ๗ เป็นภพ หรือมิฉะนั้น เจตนาทุกดวงเป็นภพ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต (กับเจตนาเหล่านั้น) ชื่อว่า เจตนาอันประมวลไว้เป็นสังขาร

คำว่า “ความใคร่เป็นตัณหา” ความว่า เมื่อบุคคลทำกรรมอยู่ ความใคร่คือความปรารถนาในอุปปัตติภพ อันเป็นผลของกรรมนั้นอันใด ความใคร่อันนั้นชื่อว่าตัณหา

คำว่า “ความข้องแวะเป็นอุปาทาน” ความว่า การที่ทำกรรมอันเป็นปัจจัยแก่กรรมภพนี้แล้ว ข้องแวะคือถือเอา ยึดเอาอันเป็นไปโดยนัยว่า “เราจัก (ไปเกิด) เสพกามทั้งหลายในที่ชื่อโน้น (หรือว่า) เราจักขาดสูญ (คือไม่เกิด)” ดังนี้เป็นต้นอันใด ความข้องแวะอันนี้ชื่อว่า อุปาทาน

คำว่า “เจตนาเป็นภพ” คือเจตนาที่กล่าวแล้วในที่สุดแห่งเจตนาอันประมวลไว้เป็นภพ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka