ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ข้อว่า “ผลในกาลบัดนี้ ๕” ได้แก่ องค์มีวิญญาณเป็นต้น มีเวทนาเป็นที่สุดอันมาในพระบาลี นั่นเอง ดังพระบาลีว่า “ปฏิสนธิในปัจจุบันภพนี้เป็นวิญญาณ ความก้าวลง (ในครรภ์) ในปัจจุบันภพนี้เป็นนามรูป ประสาทในปัจจุบันภพนี้เป็นอายตนะ ภาวะที่กระทบ (อารมณ์) ในปัจจุบันภพนี้เป็นผัสสะ ความเสวย (วิบาก) ในปัจจุบันภพนี้เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ มีในอุปปัตติภพนี้ เพราะกรรมที่ทำไว้ในภพก่อนเป็นปัจจัย”
อรรถ (แห่งพระบาลีนั้น) พึงทราบดังนี้ว่า ในคำเหล่านั้น คำว่า ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ หมายความว่าสิ่งใดท่านเรียกว่าปฏิสนธิ เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจการเชื่อมต่อภพอื่น (กับปัจจุบันภพนี้) สิ่งนั้นเป็นวิญญาณ
คำว่า “ความก้าวลงเป็นนามรูป” ความว่าความก้าวลงแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมในครรภ์ ราวกะว่ามา (แต่ที่อื่น) แล้วเข้าไป (ในครรภ์) อันใด อันนี้เป็นนามรูป
คำว่า “ประสาทเป็นอายตนะ” นี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจอายตนะ ๕ มีจักขายตนะ เป็นต้น
คำว่า “ภาวะที่กระทบ (อารมณ์) เป็นผัสสะ” ความว่า ภาวะที่กระทบคือเกิดขึ้นถูกต้องอารมณ์ใด อันนี้เป็นผัสสะ
คำว่า “ความเสวยเป็นเวทนา” ความว่า ความเสวยวิบากอันเกิดขึ้นร่วมกับปฏิสนธิวิญญาณก็ดีกับผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นปัจจัยก็ดีความเสวยวิบากนั้นเป็นเวทนา
ข้อว่า “เหตุในกาลบัดนี้ ๕” ได้แก่ ปัจจัยธรรมมีตัณหาที่มาในพระบาลี ก็ตัณหา อุปาทาน และภพ แต่เมื่อภพถูกถือเอาแล้ว สังขารอันเป็นบุพภาคของภพนั้น หรือว่าที่สัมปยุตกับภพนั้น ก็เป็นอันถือเอาด้วย และด้วยการถือเอาตัณหา อุปาทาน อวิชชาอันสัมปยุตกับตัณหา อุปาทานนั้น หรือว่าที่เป็นเหตุทำกรรมแห่งตนหลังก็เป็นอันถือเอา