visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 968 | >>

ด้วยดังนี้แหละ ปัจจุบันเหตุจึงเป็น ๕ เหตุนั้นพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า “เพราะความที่อายตนะทั้งหลายยอมแล้วในภพนี้ ความหลงเป็นอวิชชา เจตนาอันพยายามเป็นสังขาร ความใคร่เป็นตัณหา ความข้องแวะเป็นอุปาทาน เจตนาเป็นภพ ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ในกรรมภพนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพต่อไป”

ในคำเหล่านั้น คำว่า “เพราะความที่อายตนะทั้งหลายยอมแล้วในภพนี้” ท่านแสดงความลุ่มหลงในเวลาทำกรรมแห่งบุคคลผู้มีอายตนะยอมแล้ว คำที่เหลือมีเนื้อความชัดเจนแล้ว

อนาคตผล ๕

ข้อว่า “ผลในกาลต่อไป ๕” ได้แก่ องค์ ๕ มีวิญญาณเป็นต้น ธรรม ๕ นั้น ท่านกล่าวโดยถือเอาว่า เป็นชาติ ส่วนชรามรณะก็คือชรามรณะแห่งธรรมเหล่านั้นนั่นเอง เหตุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า “ปฏิสนธิในภพต่อไปเป็นวิญญาณ ความก้าวลง (ในครรภ์) ในภพต่อไปเป็นนามรูป ประสาทในภพต่อไปเป็นอายตนะ ภาวะที่กระทบ (อารมณ์) ในภพต่อไปเป็นผัสสะ ความเสวย (ผล) ในภพต่อไปเป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้มีในอุปปัตติภพต่อไป เพราะกรรมที่ทำในภพนี้เป็นปัจจัย”

ภวจักรนี้มีซ้ำคืออาการ ๒๐ ดังกล่าวมาจะนี้

วัฏฏะ ๓

ส่วนในข้อว่า “ภวจักรมีวัฏฏะ ๓ หมุนไปไม่หยุด” นี้มีอรรถาธิบายว่า ภวจักรนี้มีวัฏฏะ ๓ โดยวัฏฏะ ๓ นี้ คือ สังขารและภพเป็นกรรมวัฏฏะ อวิชชาตัณหาและอุปาทานเป็นกิเลสวัฏฏะ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนาเป็นวิปากวัฏฏะ พึงทราบเถิดว่า กิเลสวัฏฏิยังไม่ขาดลงตราบใด ก็ชื่อว่า หมุน เพราะเป็นไปรอบแล้วรอบเล่า ชื่อว่าไม่หยุด เพราะมีปัจจัย ยังไม่ขาดลงตราบนั้นอยู่เท่านั้นเอง

ความรู้เบ็ดเตล็ดในภวจักร

[๖๕๕] ภวจักรนั้นอันหมุนอยู่อย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยว่า (องค์ไหน) เกิดแก่สิ่งจะ (ไหนและองค์ไหนเป็นสิ่งจะอะไร)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka