ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยว่า (องค์ไหน) เกิดแต่สิ่งจะ (ไหน) ๑ โดยกิจ ๑ โดยเป็นเครื่องกั้น ๑ โดยอุปมา ทั้งหลาย ๑ โดยต่างความลึก ๑ โดยต่างนัย ๑ ตามควร ด้วยประการฉะนี้
[๖๖๑] เพราะเหตุที่บุคคลผู้ยังมิได้ทำลายภวจักร อันทั้งไม่ลึกเพราะเป็นธรรมลึก อันต่อต้านยาก เพราะถือเอาได้โดยนัยต่าง ๆ นี้เสียด้วยตาคือญาณอันลับที่เห็นอย่างประเสริฐคือสมาธิแล้ว แล่วงสังสารภัยอันเป็นข้นอยู่เป็นนิตย์ ดุจอสุนีจักร (คือสายฟ้า) ไปได้ ไม่มีสักคนแม้ในฝัน จริงอยู่ ข้อนี้แม้พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า “อานนท์ ก็ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกด้วย เค้า (ที่ปรากฏออกมา) ก็ลึกด้วย อานนท์ ก็เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้ตามธรรมนั้น หมู่สัตว์นี้จึงเกิดเป็นผู้ (ยุ่งเหยิง) ดุจด้ายยุ่ง เกิดเป็นผู้ (ซับซ้อน) ดุจรังนกคุณู เกิดเป็นผู้ (สับสน) ดุจหญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง ไม่ล่วงอบาย ทุกติ วินิบาต สงสารไปได้” ดังนี้ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลและเพื่อความสุขแก่ตนก็ดี แก่ผู้อื่นก็ดี พึงละกิจพิเศษ ๆ เสียแล้ว
จะได้ความหยั่งลงมั่น ในประเภทแห่งปัจจยาการอันลึกนี้ ด้วยประการใด ก็พึงเป็นผู้แสดงประกอบเนือง ๆ ด้วยประการนั้นเทอญ
ปรจเฉทที่ ๑๗ ชื่อปัญญาภูมินิเทศ ในอภิธรรมนิพนธ์ชื่อวิสุทธิมรรค อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน ดังนี้