ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๖๖๒] วิสุทธิใดที่ท่านกล่าวไว้แล้วว่า ครั้นโยคาวจรทำการบ่มญาณ (ของตน) ด้วยการเล่าเรียนและสอบถามในธรรมทั้งหลาย ที่เป็นภูมิ (แห่งวิปัสสนาปัญญา) เหล่านี้ (โดยทางปริยัติ) แล้วควรทำวิสุทธิที่เป็นรากเหง้า ๒ ประการ คือ สีลวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ของศีล) และ จิตตวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ของจิต) ให้สมบูรณ์ (โดยทางปฏิบัติ) นั้น ศีล ๔ อย่างมีความสำรวมในพระปาติโมกข์เป็นต้น ซึ่ง (รักษา) บริสุทธิ์ดีแล้ว เรียกว่า สีลวิสุทธิ และศีล ๔ อย่างนั้น ได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในสีลนิเทศ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจารสมาธิเรียกว่า จิตตวิสุทธิ แม้จิตตวิสุทธินั้นก็กล่าวไว้พิสดารโดยอาการทุกอย่างแล้วเช่นกัน ในสมาธินิเทศ ซึ่งท่านกล่าวไว้ด้วยคำว่า “จิตตะ (คือ จิตต์ ปณิธิญญู ภาวย - พึงทำสมาจิตต์และวิริยปัญญาให้เกิด)” เป็นหลัก เพราะฉะนั้น พึงทราบ จิตตวิสุทธิ นั้น โดยนัยซึ่งกล่าวไว้พิสดารแล้วใน สมาธินิเทศ นั้นเช่นกัน
แต่ที่กล่าวไว้ว่า “วิสุทธิ ๕ เหล่านี้ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ (ความเห็นบริสุทธิ์) ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ด้วยข้ามพ้นความสงสัย) ๑ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติถูกและทางปฏิบัติไม่ถูก) ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ด้วยความรู้ความเห็นในทางปฏิบัติถูก) ๑ ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์ของความรู้ความเห็น) ๑ เป็นสรีระ (ร่างกาย)” นั้น
บรรดาวิสุทธิ์เหล่านั้น (พึงทราบว่า) ความเห็นนามและรูป ตามเป็นจริง เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ