Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ท่านจึงกล่าวว่า จตฺตาโร ปน ฯเปฯ เอกจิตตุกขณิกาว (ส่วนมรรคจิตที่เกิดขึ้นทั้ง ๔ ดวง มีขณะจิตเดียวเท่านั้น)

อีกนัยหนึ่ง เนื่องจากมรรคเจตนามีผลต่อเนื่องไม่มีระหว่าง ครั้นมรรคจิตเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้ววาระของผลจิตย่อมปรากฏ ดังนั้น โอกาสแห่งการเกิดมรรคจิตอีกจึงไม่มี ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จตฺตาโร ปน ฯเปฯ เอกจิตตุกขณิกาว (ส่วนมรรคจิตที่เกิดขึ้นทั้ง ๔ ดวง มีขณะจิตเดียวเท่านั้น)

ผลจิต ๒ ดวงย่อมเกิดแก่ผู้มีปัญญาช้าในภายหลังจากมรรคจิตซึ่งเกิดเป็นดวงที่ ๕ ส่วนผลจิต ๓ ดวงย่อมเกิดแก่ผู้มีปัญญาไวในภายหลังจากมรรคจิตซึ่งเกิดเป็นดวงที่ ๔ เพราะการอุบัติเกิดของชวนจิตมี ๗ ขณะเป็นจำนวนสูงสุดโดยปกติ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตฺโต ปรํ ฯเปฯ อุปปปชฺชนฺติ (หลังจากนั้นผลจิต ๒ หรือ ๓ ดวงย่อมเกิดขึ้นตามสมควร)

๓๖. ส่วนในเวลาเข้านิโรธสมาบัติ การดำเนินไปของจิตนอกเหนือจากจิต[ที่แล่นไป] ๒ ครั้งหามิได้ เพราะได้กระทำการปรุงแต่งด้วยความเพียรเช่นนั้นมาก่อน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิโรธ ฯเปฯ ชวติ (อารุปปชวนจิตดวงที่ ๔ ย่อมแล่นไป ๒ ครั้งในเวลาเข้านิโรธ-สมาบัติ)

ในประโยคนั้น คำว่า “สองครั้ง” นี้ กล่าวไว้โดยแสดงจำนวนสูงสุด ดังสารถุ[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า

เอกํ วา เทุ วา จจิตตฺวาเร อติุกกมิตฺวา อจิตตฺโก โหติ.๕๒

“เมื่อล่วงวาระจิต ๑ หรือ ๒ ขณะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากจิต”

คำว่า จตฺตุถารุปปุปชวนํ (อารุปปชวนจิตดวงที่ ๔) คือ ชวนจิตที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะอันเป็นกุศลจิตของพระอนาคามี หรือเป็นกิริยจิตของพระอรหันต์

๓๗. ส่วนในเวลาออกจากนิโรธสมาบัติ ชวนจิตย่อมเป็นไป ๑ ครั้งเท่านั้น เพราะเป็นผลของนิโรธสมาบัติ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วุฏฐานกาเล จ (ส่วนในเวลาออกจากนิโรธสมาบัติ เมื่ออนาคามิผลหรืออรหัตตผลเกิดขึ้น ๑ ครั้งตามสมควร แล้วดับไป จึงตกภวังค์) เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka