ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในประโยคนั้น คำว่า อนาคามิผล วา อรหตุผล วา แปลว่า เมื่ออนาคามิผล
หรืออรหัตตผล บทนี้ลงปฐมาวิภัตติในอรรถภาเวนกาวลักขณะ (เครื่องสังเกตกิริยาด้วย
กิริยาอื่น) ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นิรุทเธ (แล้วดับไป)
๓๘. คำว่า สพพตุถปิ สมาปตฺติติยํ (ในวิถีแห่งสมาบัติทั้งปวง) คือ ในวิถีแห่ง
สมาบัติทั้งปวงโดยจำแนกตามฌานสมาบัติและผลสมาบัติ
คำว่า ภวฺคโสโต วิย วีถินิโย นตฺถิ (การกำหนดวิถีย่อมไม่มีเหมือนกระแส
แห่งภวังค์) นี้ หมายเอาเวลาสั่งสมความชำนาญแล้ว แต่สำหรับผู้มิได้บำเพ็ญเพียร[คือ
การบริกรรมฌานในภพใกล้] ฌานชวนจิตย่อมเจริญขึ้นไปตามลำดับในฌานสมาบัติโดยนัยว่า
๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง เป็นต้น ส่วนผู้มีชาติแห่งมหาบุรุษผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ฌานชวนจิต
ของท่านได้สั่งสมความชำนาญไว้แล้วตั้งแต่เวลาบรรลุฌาน แม้ผลชวนจิตก็มีแก่ผู้ดำรงอยู่
ในผลทั้งหมดเช่นกัน
๓๙. ปิ ศัพท์ในคำว่า พหุนิปิ (เป็นอันมาก) มีความหมายว่า “รวบรวม”
พระอนุรุทธอาจารย์ได้รวบรวมความเป็นไปแห่งจิตที่เหลือโดยประเภทแห่งชวนจิต[ที่แล่นไป]
๑ ครั้งเป็นต้นในเวลาเริ่มปรารภความเพียรเป็นต้น
๔๐. พระอนุรุทธอาจารย์ได้แสดงความดำเนินไปของวิถีจิตโดยกำหนดจิตดวงก่อน
และจิตดวงหลังดังนี้แล้ว บัดนี้ จะแสดงความดำเนินไปของวิถีจิตเหล่านั้นโดยจำแนกตาม
บุคคลและภูมิ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ทุเหตุทาน (ในบรรดาวิถีจิตเหล่านี้ กิริยาชวนจิตและ
อัปปนาชวนจิตทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดในกระแสจิตของบุคคลผู้มีเหตุ ๒ และบุคคลผู้ไม่มีเหตุ)
คำว่า ทุเหตุุกะ คือ ผู้มีเหตุ ๒ ที่เกิดร่วมกับปฏิสนธิจิต หมายถึง ผู้ถือปฏิสนธิ
ด้วยมหาวิปากจิตที่ไม่ประกอบกับญาณ ๔ ดวง