Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

คำว่า อเหตุุกะ คือ ผู้ไม่มีเหตุ หมายถึง ผู้ถือปฏิสนธิด้วยวิปากจิตที่ไม่มีเหตุ ๒
ดวง โดยกระทำรูปวิเคราะห์ว่า “ที่เรียกว่า อเหตุุกะ เพราะเป็นผู้ไม่มีเหตุในปฏิสนธิกาล”

แม้มหัคคตฌานย่อมไม่เกิดในบุคคลสองจำพวกนั้น เพราะมีวิบากเป็นเครื่องกั้น
โลกุตตรจิตย่อมไม่เกิดขึ้นโดยแท้ ส่วนกิริยาสวนจิตเป็นจิตเฉพาะแก่พระขีณาสพเท่านั้น ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า กุริยชวนานิ เจจ อปปนาชวนานิ จ น ลพุภนฺติ (กิริยชวนจิตและ
อัปปนาชวนจิตทั้งหลาย ย่อมไม่เกิด)

ในประโยคนั้น การมีปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุหรือมีเหตุ ๒ ชื่อว่า วิบากเป็นเครื่องกั้น

๔๑. คำว่า ตถา ญาณสมฺปยุตฺตวิปากานิ จ สุคติยํ แปลว่า เช่นเดียวกันนี้
วิปากจิตที่ประกอบกับญาณ ย่อมไม่เกิดแก่บุคคลสองจำพวกนั้นผู้อยู่ในสุคติภูมิ

๔๒. ในข้อนี้ ท่านห้ามอเหตุุกบุคคลผู้อยู่ในทุคติภูมิด้วยคำว่า “ในสุคติภูมิ” เพราะ
แม้วิปากจิตที่ไม่ประกอบกับญาณซึ่งอนุญาตไว้แก่สุคติอเหตุุกบุคคลอื่นในประโยคนี้ก็ไม่
เกิดขึ้นแก่ทุคติอเหตุุกบุคคลนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกคติยํ ปน (มหาวิปากจิตที่ไม่
ประกอบกับญาณ ย่อมไม่เกิดในทุคติภูมิ) เป็นต้น

ในประโยคนั้น พึงทราบการประกอบข้อความบริบูรณ์ว่า มหาวิบากที่ประกอบ
กับญาณและที่ไม่ประกอบกับญาณ ย่อมไม่เกิดแก่เหตุุกบุคคลผู้อยู่ในทุคติภูมิ

ถามว่า : เหตุใดในการจำแนกตามบุคคลนี้ พระอนุรุทธาจารย์จึงกล่าวว่า วิปากจิต
ที่ประกอบกับญาณ ๔ ดวง ย่อมไม่เกิดแก่เหตุุกบุคคลผู้อยู่ในสุคติภูมิ และมหาวิปากจิตที่
มีเหตุทั้ง ๘ ดวง ก็ไม่เกิดแก่ผู้อยู่ในทุคติภูมิเหล่านั้น ในคัมภีร์ปัฏฐานตรัสไว้มิใช่หรือว่า

สเหตุุกํ ภงฺค์ อเหตุุกสฺส ภงฺคสฺส อนนุตฺรปจฺจเยน ปจฺจโย.๕๓

“ภวังคจิตที่มีเหตุ เป็นปัจจัยแก่ภวังคจิตไม่มีเหตุ โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”

ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า “ภวังคจิตที่มีเหตุ” หมายถึงอคันตุกภวังค์กล่าวคือ
ตทารัมมณ์ เพราะความเป็นไปต่างกันในภวังคจิตเดิมย่อมไม่มีอย่างนี้ว่า ภวังคจิตที่มีเหตุ
ย่อมเกิดแก่บุคคลหนึ่งในบางคราว หรือภวังคจิตไม่มีเหตุย่อมเกิดได้บางคราวในภพหนึ่ง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka