Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

และเนื่องจากพระดำรัสว่า “ภวังคจิตที่มีเหตุ” เป็นคำสามัญทั่วไป ภวังคจิตที่มีเหตุ ๒ และ
มีเหตุ ๓ จึงเป็นตทารัมมณ์

ส่วนพระดำรัสว่า “แก่ภวังคจิตที่ไม่มีเหตุ” หมายถึงภวังคจิตเดิมที่เกิดขึ้นใน
ลำดับต่อจากตทารัมมณ์ และเนื่องจากพระดำรัสนี้ก็เป็นคำสามัญทั่วไป จึงหมายถึงภวังคจิต
ดวงใดดวงหนึ่งในบรรดาภวังคจิตที่ไม่มีเหตุ ๒ ดวง

ด้วยเหตุนั้น ตทารัมมณจิตที่มีเหตุ ๘ ดวงจึงเกิดได้แก่บุคคลผู้ไม่มีเหตุสองจำพวก
[ทุคคติอเหตุกบุคคล และสุคติอเหตุกบุคคล] จึงควรเว้นการกล่าวถึงบุคคลผู้มีเหตุ ๒ มิใช่หรือ

ตอบว่า : ลำดับแรกในบรรดาเหตุกบุคคล คัมภีร์อรรถกถาทั้งหมดปฏิเสธการ
เกิดขึ้นของตทารัมมณจิตที่มีเหตุในผู้อยู่ในทุคติภูมิ ดังนั้น พระดำรัสว่า “แก่ภวังคจิต
ที่ไม่มีเหตุ” จึงควรหมายเอาภวังคจิตที่ไม่มีเหตุอันเป็นผลของกุศลวิปากจิต การถือเอา
ตามสมควรนี้เป็นธรรมดาในคัมภีร์ปัฏฐาน หากไม่เป็นดี้งนี้ คัมภีร์อรรถกถาทั้งหมดก็จะ
ขัดแย้งกับพระบาลี

[คำว่า คัมภีร์อรรถกถาทั้งหมด หมายถึง คัมภีร์อัฏฐสาลินี อรรถกถาปฏิจจสมุปบาทที่
อธิบายบทว่า วิญญาณ และอภิธรรมมาวตาร เป็นต้น]

การประกอบกับญาณย่อมเกิดแก่กุศลจิตด้วยการปรารภความเพียรแม้ในปวัตติกาล
เพราะกุศลจิตพึงให้สำเร็จด้วยความเพียร ฉันใด การประกอบกับญาณย่อมไม่เกิดแก่วิปากจิต
เหมือนอย่างนั้น วิปากจิตเหล่านั้นไม่มีสภาพที่พึงให้สำเร็จด้วยความเพียร การประกอบ
กับญาณจึงไม่มีโดยปราศจากญาณที่เป็นอุปนิสัยปัจจัยซึ่งเรียกว่าภวังคญาณในปวัตติกาล
จึงควรถือเอาตทารัมมณ์ที่มีเหตุอันไม่ประกอบกับญาณแม้ในพระดำรัสว่า “ภวังคจิตที่มีเหตุ”

เพราะเหตุนั้น พระอนุรุทธเถระจึงกระทำการปฏิเสธตทารัมมณ์ที่ประกอบกับญาณ
ในทวิเหตุกบุคคล และอเหตุกบุคคล

ฝ่ายอาจารย์พุทธทัตตเถระดำริว่า “ตทารัมมณ์ที่เหมือนวิปากจิตอันเป็นเหตุถือ
ปฏิสนธิ หรือตทารัมมณ์ที่ทราบว่าวิปากจิต ย่อมเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น ตทารัมมณ์ที่ประณีต

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka