ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
กว่าย่อมไม่เกิด” แล้วปฏิเสธมหาวิปากจิต ๘ ดวงในอเหตุุกบุคคลบุคคลสองจำพวก และ
กล่าวการเกิดแห่งจิต ๓๗ ดวง แต่มตินั้นไม่สอดคล้องกับพระบาลีปัฏฐานดังที่กล่าวแล้ว
ส่วนอาจารย์ท่านอื่นกล่าวว่า “ตทารมณ์ที่มีเหตุ ๒ ย่อมเกิดในอเหตุุกบุคคลที่อยู่
ในสุคติภูมิ ฉันใด ตทารมณ์ที่มีเหตุ ๓ ย่อมเกิดขึ้นในทวิเหตุุกบุคคล ฉันนั้น” มตินั้นย่อม
สมควร เพราะในคัมภีร์อรรถกถาได้กล่าวถึงความเป็นไปของมหาวิปากจิต ๘ ดวงโดยไม่
เจาะจงในสุคติอเหตุุกบุคคลและทวิเหตุุกบุคคล ๒ จำพวก
๔๓. ติเหตุกะ คือ ผู้มีเหตุ ๓ ซึ่งเกิดร่วมกับปฏิสนธิวิญญาณ
บุคคลมี ๓ ประเภท โดยจำแนกตามกามบุคคล รูปบุคคล และอรูปบุคคล หรือ
มี ๙ คือ ปุถุชน ๑ และอริยบุคคล ๘
ในบรรดาติเหตุกบุคคล กุศลชวนจิตและอกุศลชวนจิตย่อมไม่เกิดแก่พระขีณาสพ
เนื่องจากกุศลและอกุศลทั้งหมดดับลงพร้อมกันเพราะการกำจัดอนุสัยได้โดยสิ้นเชิง โดยแท้
จริงแล้วความเป็นกุศลกับอกุศลของกุศลธรรมกับอกุศลธรรมดังกล่าวเนื่องด้วยอนุสัย
๔๔. คำว่า ตถา (ส่วน) มีอรรถว่า ปักขันตระ (ฝ่ายอื่น)
๔๕. เสกขบุคคล คือ พระอริยบุคคล ๗ จำพวกที่ประกอบด้วยการศึกษาเป็นนิตย์
เพราะยังไม่สำเร็จกิจทำการศึกษา แต่ในที่นี้หมายถึงพระเสกขบุคคลผู้ดำรงอยู่ในผลขั้นต่ำ
๓ จำพวกเพราะพวกท่านละทิฏฐิและวิจิกิจฉาด้วยโสดาปัตติมรรคก่อนแล้ว ชวนจิต ๕ ดวง
ที่เกิดร่วมกับกิเลสเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นไม่ได้
๔๖. ทั้งปฏิฆชวนจิตย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอนาคามี เพราะจิตดวงนั้นถูกละได้ด้วย
อนาคามิมรรคแล้ว
๔๗. มรรคชวนจิตของตนๆ ย่อมเกิดโดยเฉพาะๆ แก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในมรรค ๔
เท่านั้น เพราะมรรคมีขณะจิตเดียว และผลชวนจิตของตนๆ ย่อมเกิดโดยเฉพาะแก่ผู้ดำรง
อยู่ในผลจิต ๔ เนื่องจากผู้ดำรงอยู่ในผลขั้นต่ำยังมิได้บรรลุผลขั้นสูง และผลขั้นต่ำย่อมไม่
เกิดในบุคคลอื่นผู้บรรลุผลขั้นสูง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โลกุตตร ฯเปฯ สมุปปปุชชุนติ
(โลกุตตรชวนจิตย่อมเกิดแก่พระอริยบุคคลเท่านั้นตามสมควร)