Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เมื่อมรรคขั้นสูงเกิดขึ้นแล้ว ความสำเร็จโดยความเป็นบุคคลอื่นของผู้ดำรงอยู่
ในผลขั้นสูง พึงทราบด้วยการที่มรร카นุภาพขั้นต่ำสงระงับไปแล้วโดยสิ้นเชิง

อธิบายคาถาสรุป

๔๘. บัดนี้ พระอนุรุทธเถระกล่าวคาถาเพื่อแสดงวิถีจิตที่มีได้แก่บุคคลนั้นๆ โดย
ปาริเสสนัย

[ปาริเสสนัย คือ การแสดงข้อความที่เหลือจากที่กล่าวไว้ในพากย์ เช่นคำว่า มโนปุปพฺพงคมา
ธมฺมา (สภาพธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่) แม้คำว่า ธมฺมา (สภาพธรรม) จะหมายถึงส่วนรวมคือนาม-
ขันธ์ ๔ โดยทั่วไป แต่ในที่นี้หมายถึงนามขันธ์ ๓ นอกจากวิญญาณขันธ์ที่กล่าวไว้ในคำว่า มโน]

อเสกขะ คือ ผู้ไม่มีกิจที่จะพึงศึกษา เพราะสำเร็จกิจคือการศึกษาแล้ว หมายถึง
พระขีณาสพ

พึงประกอบบทว่า พึงแสดงวิถีจิต ๔๔ ดวงโดยจำแนกเป็นกามาวจรวิปากจิต ๒๓
ดวง กิริยจิต ๒๐ ดวง และอรหัตตผลของพระอเสกขบุคคลเหล่านั้นตามสมควร พึงแสดง
วิถีจิต ๕๖ ดวงโดยจำแนกเป็นอกุศลจิต ๗ ดวงยกเว้นทิฏฐิและวิกิจฉิกฉา กุศลจิต ๒๑ ดวง
กามาวจรวิปากจิต ๒๓ ดวง ผลจิตขั้นต่ำ ๓ ดวง และอาวัชชนจิต ๒ ดวงของพระเสกข-
บุคคลตามสมควร พึงแสดงวิถีจิต ๕๔ ดวงโดยจำแนกเป็นกามาวจรวิปากจิต โลกิยกุศลจิต
อกุศลจิต และอาวัชชนจิต ๒ ดวงของบุคคลที่เหลือตามสมควร

ปุคคลเภทะ คือ การจำแนกวิถีจิตตามประเภทของบุคคล

อธิบายการจำแนกวิถีจิตตามภูมิ

๔๙. วิถีจิตทั้งหมดย่อมเกิดแก่บุคคลและทวาร เพราะบุคคลและทวารในกามา-
วจรภูมิมีอยู่ครบถ้วน

คำว่า ยถารห์ (ตามสมควร) คือ ตามสมควรแก่การควรเกิดขึ้นในภูมิและบุคคล
นั้นๆ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka