Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ได้ออกจากสุคติภูมิแล้วเที่ยวไปกระทำการทรมานต่างๆ แก่สัตว์นรกในอุสสทนรก อำนาจ
ของพญายมย่อมเป็นใหญ่เหนือนายนิรยบาลที่พบในนรกทชาดด้วยชื่อว่า กาละ และอุปกาละ
เป็นต้น พวกอสูรที่อยู่ในโลกันตรนรกก็นับเข้าในสัตว์นรก

ในเรื่องนี้ พระอนุรุทธอาจารย์หมายเอาอสูรคือเปรตอันมีกาลกัญชิกเปรตเป็นต้น
อสุรกาย คือ หมู่ของอสูรเหล่านั้น

นิรยภูมินั้นดำรงอยู่ในแผ่นดินเบื้องล่างโดยจำแนกเป็นมหานรก ๘ ขุมอันมีอุสสท-
นรก ๑๖ แห่งห้อมล้อมทีละขุมๆ นิรยภูมิต่างๆ ในป่า ภูเขา มหาสมุทร และเกาะเป็นต้น
ก็มีอยู่โดยแท้ จึงเรียกว่า นรก เพราะมีสถานที่เช่นนั้นซึ่งกำหนดโดยเฉพาะได้ ส่วนอบายภูมิ
๓ แห่งนอกจากนี้ไม่มีสถานที่เช่นนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงถือเอาขันธ์หรือฐานะที่เป็นไป
แห่งขันธ์ โดยประกอบกับคำว่า โยนิ (กำเนิด) วิสัย (ที่อยู่) และ กาย (หมู่) ในคำว่า
ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดของดิรัจฉาน) เปตติวิสโย (ที่อยู่ของหมู่เปรต) อสุรกายโย (หมู่อสูร)

[ประสาทสัมผัสของมนุษย์มีขอบเขตจำกัดสิ่งที่เราไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสมีมากมาย
เช่น น้ำแก้วหนึ่งที่ตาเรามองเห็นอยู่มีสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตอาศัยอยู่ แต่เรามองไม่เห็น แม้เชื้อโรค
ต่างๆ เราก็มองไม่เห็น ตาของแมวเห็นดีกว่าตาของมนุษย์ในเวลากลางคืน เสียงร้องของปลาโลมามี
ความถี่สูงจนหูของมนุษย์ไม่ได้ยิน ต้องใช้เครื่องมือตรวจจับเสียงจึงจะได้ยิน จมูกของสุนัขดมกลิ่นดี
กว่าจมูกของมนุษย์หลายเท่า ภูมิต่างๆ ก็เหมือนกัน แม้เราจะมองไม่เห็นก็ไม่ควรจะปฏิเสธว่าไม่มีจริง
เมื่อพิจารณาหลักกรรมในพระพุทธศาสนาแล้วจะเห็นว่าชาวโลกเป็นไปตามกรรมดีและกรรมชั่วที่
หยาบหรือประณีตต่างกัน]

อธิบายกามสุคติภูมิ

๕. มนุษย์ คือ ผู้มีใจสูงส่ง
อีกนัยหนึ่ง มนุษย์ คือ ผู้มีใจอาจหาญ

[คำว่า มนุสฺส มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- ผู้มีใจสูงส่ง = อุสฺสิโต มโน เอเตสนฺติ มนุสฺสา (มน ศัพท์ + อุสฺสิต ศัพท์)
- ผู้มีใจอาจหาญ = อุสฺสุนฺโณ มโน เอเตสนฺติ มนุสฺส (มน ศัพท์ + อุสฺสุนฺ ศัพท์)]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka