ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๘. ในบรรดาพรหมเหล่านั้น ในชั้นที่สอง คำว่า ปริตตาภา (พรหมผู้มีรัศมีน้อย)
คือ พรหมชั้นปาริสัชชา่นั่นแหละ
คำว่า อัปประมาณภา (พรหมผู้มีรัศมีหาประมาณมิได้) คือ พรหมชั้นปุโรหิต
ส่วนคำว่า อาภัสสรา (พรหมผู้มีรัศมีแผ่ซ่าน) คือ พรหมชั้นมหาพรหม หมาย
ความว่า พรหมผู้เป็นใหญ่ในชั้นนั้น
การตั้งชื่อโดยเนื่องด้วยรัศมีย่อมมี[ในที่นี้] เพื่อกระทำให้ต่างจากพรหมชั้นต่ำ
ปริตตาภา คือ พรหมผู้มีรัศมีน้อย
อัปประมาณภา คือ พรหมผู้มีรัศมีหาประมาณมิได้
อาภัสสรา คือ พรหมผู้มีรัศมีแผ่ซ่าน
๙. ในชั้นที่สาม คำว่า ปริตตสุภา (พรหมผู้มีรัศมีงามน้อย) คือ พรหมชั้น
ปาริสัชชา นั่่นแหละ
คำว่า อัปประมาณสุภา (พรหมผู้มีรัศมีงามหาประมาณมิได้) คือ พรหมชั้นปุโรหิต
ส่วนคำว่า สุภกิณณา (พรหมผู้เกลื่อนกล่นด้วยรัศมี) คือ พรหมชั้นมหาพรหม
หมายความว่า พรหมผู้เป็นใหญ่ในชั้นนั้น
สุภา (รัศมีงาม) คือ รัศมีกลุ่มหนึ่งที่ดำรงอยู่ไม่หวั่นไหว
ปริตตสุภา คือ พรหมผู้มีรัศมีงามน้อย
อัปประมาณสุภา คือ พรหมผู้มีรัศมีงามหาประมาณมิได้
สุภกิณณา คือ พรหมผู้เกลื่อนกล่นด้วยรัศมีงาม อาจารย์ทั้งหลายประกอบรูป
ว่า สุภกิณหา ตามมติของอาจารย์เหล่านั้น พึงทราบความเป็นรัสสะแห่ง อา อักษรและ
แปลง ณ อักษรที่อยู่ท้ายเป็น ห อักษร
รัศมีในกายโดยปกติในพรหมโลกทั้งสองชั้นนี้มีกำลังมาก ชื่อว่า ปริตตาภา (พรหม
ผู้มีรัศมีน้อย) เป็นต้นจึงแสดงไว้โดยเนื่องด้วยรัศมีเหล่านั้น แต่ชื่อว่าพรหมชั้นปาริสัชชา
เป็นต้น มิได้แสดงไว้[เช่นนี้] ดังในเวรัญชสูตร๑๕ พรหมผู้นำก้อยู่ในพรหมโลกชั้นแรก
เรียกว่า เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม พรหมผู้นำก้อยู่ในพรหมโลกชั้นที่สองเรียกว่า อาภาเทพ
และพรหมผู้นำก้อยู่ในพรหมโลกชั้นที่สามเรียกว่า สุภาเทพ