Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ครั้งในระหว่าง มีการพินาศด้วยไฟและน้ำ ดังโบราณาจารย์กล่าวว่า

“โลกพินาศด้วยไฟเบื้องล่างตั้งแต่พรหมชั้นอาภัสสรา พินาศด้วยน้ำเบื้องล่างตั้งแต่

พรหมชั้นสุภกิณหา พินาศด้วยลมเบื้องล่างตั้งแต่พรหมชั้นเวหัปผลา วาระที่โลกพินาศ

ด้วยไฟ มี ๗ ครั้งๆ คราวที่ ๘ จึงพินาศด้วยน้ำ เมื่อครบ ๖๔ คราวแล้ว วาระของลมจึงมี

๑ คราว”

[ข้อความนี้เป็นคาถา ๒ บท พบในคัมภีร์วิภาวนี (ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๒๔๖) โดยท่าน

นำมาจากคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะแปลภาษาสิงหลที่พระสารีบุตรเถระประพันธ์ไว้ตามข้อความใน

คัมภีร์วิสุทธิมรรค (เล่ม ๒ หน้า ๕๘) แต่คัมภีร์ปรมัตถทีปนีกล่าวสลับคาถากันเพื่อให้เข้าใจง่าย และ

ใช้ชื่อว่า สุภกิณณ แทน สุภกิณห]

ครั้นโลกพินาศเช่นนี้แล้ว ปฐมฌานภูมิย่อมจะพินาศไปด้วยเช่นกัน อสงไขยกัป

จึงควรเป็นกัปในคำว่า พรหมปาริสชชาณ์ เทวาน์ กปปสุส ตติโย ภาคิ อายุุปปมาณ์,

พรหมปุโรหิตาน์ อุปทฺตมกปโป, มหาพรหมาน์ เอโก กปโป (ส่วนที่สามของกัปเป็นปริมาณ

อายุของพรหมชั้นปาริสชชา ครึ่งกัปเป็นปริมาณอายุของพรหมชั้นปุโรหิต หนึ่งกัปเป็น

ปริมาณอายุของพรหมชั้นมหาพรหม)

มหากัปไม่ควรเป็นกัป ดังได้กล่าวว่า “คำว่า กปปสุส (กัป) นี้ หมายเอาอสงไขยกัป”

อีกนัยหนึ่งหมายเอาายุกัปก็สมควร เพราะเมื่อกัปพินาศด้วยไฟ ครั้นพื้นปฐม-

ฌานภูมิเจริญอยู่ ย่อมเจริญก่อนพื้นภูมิทั้งหมด เมื่อพินาศอยู่ ก็พินาศภายหลังพื้นภูมิทั้งหมด

จึงกล่าวได้ว่าอสงไขยกัป ๒ กัปเป็นอายุยกัปหนึ่งในพื้นภูมินั้น โดยถือเอาวิวัฏฏฎายีกัปหนึ่ง

พร้อมด้วยครึ่งหลังของวิวัฏฏกัปและครึ่งแรกของสังวัฏฏกัป ส่วนพื้นภูมิที่ ๒ เป็นต้นไป

หมายถึงมหากัปอย่างเดียว

๓๔. จำนวนน้อยมากกว่าเล็กน้อยมักไม่นับรวมเข้าไว้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

อาภสฺสาน์ อฏฐ กปปานิ (๘ กัปเป็นปริมาณอายุของพรหมชั้นอาภัสสรา) โดยหมายเอา

๗ กัปครึ่ง

แม้คำว่า จตุสฺฏจิ กปปานิ (๖๔ กัป) ก็เช่นเดียวกัน [ทำหมายเอา ๖๓ กัปครึ่ง]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka