Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[พระองคุลิมาลทำปาณาติบาตไว้มาก แต่อρχ์หัตมรรคของท่านได้ตัดรอนกุศลกรรมและ
อกุศลกรรมทั้งหมด ท่านจึงไม่เกิดอีก]

มหัคคตกุศลกรรมที่บรรลุในภพนี้ย่อมเสื่อมไปด้วยอกุศลกรรมใด อกุศลกรรม
นั้นควรรวมเข้าในกรรมตัดรอนกรรมอื่น เหมือนกรรมของพระเทวทัต

[พระเทวทัตเกิดความโลภอยากเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้ฌานเสื่อม ความโลภนั้นจัดเป็น
อุปฆาตกรรมที่ตัดรอนฌาน]

ส่วนการตัดรอนกระแสขันธ์ที่เกิดจากกรรม พึงทราบโดยเนื่องกับบุคคลผู้เสีย
ชีวิตด้วยโรคภัยหรือความพยายาม[ของคนอื่น]ในขณะที่ยังมีกรรมที่สืบอายุในภพนั้นๆ เริ่ม
ตั้งแต่เวลาที่เป็นน้ำกลาส (น้ำใส) ด้วยแรงกรรมชั่วที่ได้โอกาส

ความเป็นกุศลและอกุศลของกรรมทั้ง ๔ อย่างนี้ กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค๒๕
และอรรถกถาอังคุตรนิกาย๒๖ โดยหมายถึงการอุปถัมภ์กรรมอื่นหรือกระแสขันธ์ที่เกิดจาก
กรรมเป็นต้น ส่วนในอรรถกถามัชฌิมนิกาย๒๗ กล่าวถึงความเป็นกุศลแห่งอุปถัมภกกรรม
และความเป็นอกุศลแห่งอุปปีฬกกรรมและอุปฆาตกรรม โดยหมายเอาการอุปถัมภ์กระแส
ขันธ์ที่เกิดจากกรรมเป็นต้น โดยคล้อยตามพระสูตรนั้น แต่ตินั้นกล่าวไว้ในมัชฌิมฎีกา๒๘
และอังคุตรฎีกา๒๙ ว่าไม่ชอบด้วยเหตุผล ส่วนในคัมภีร์มหาฎีกา๓๐ กล่าวว่าเป็นมติของ
บางอาจารย์ แต่พึงทราบว่าเป็นนัยของพระบาลีเฉพาะแห่ง เพราะอรรถกถามัชฌิมนิกาย
กล่าวไว้โดยคล้อยตามพระสูตรนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่าเป็นมติของบางอาจารย์

ความโดยพิสดารมีดังนี้ว่า พระพุทธองค์ตรัสถึงอุปฆาตกรรมไว้ด้วยปาณาติบาต
ในพระสูตร ดังพระพุทธดำรัสเป็นต้นว่า

อุปปายุภส่วตฺตนิกา เอสา มาณว ปฏิปทา, ยทิทํ ปาณาติปาตี โหติ.๓๑
“ดูกรมาณพ ความเป็นผู้ปลงชีวิตสัตว์นี้ เป็นข้อประพฤติทำให้อายุสั้น”

อนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสถึงอุปปีฬกกรรมไว้ด้วยการเบียดเบียนเป็นต้น ดังพระพุทธ-
ดำรัสเป็นต้นว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka