ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พหฺวาพารสํตฺตนิกา เอสา มาณว ปฏิปทา, ยทิทํ สตฺตานํ วิเหภชาติโก โหติ.๓๒
“ดูกรมาณพ ความเป็นคนมักเบียดเบียนเหล่าสัตว์นี้ เป็นข้อประพฤติทำให้มีโรคมาก”
ส่วนอุปถัมภกรรมตรัสไว้ด้วยการงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ดังพระพุทธดำรัส เป็นต้นว่า
ทีฆายุกสํตฺตนิกา เอสา มาณว ปฏิปทา. ยทิทํ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ.๓๓
“ดูกรมาณพ การละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาตนี้ เป็นข้อประพฤติทำให้ อายุยืน”
พระดำรัสทั้งหมดนี้ตรัสไว้โดยเนื่องกับเหล่าสัตว์ที่มาสู่ความเป็นมนุษย์เท่านั้น จึง เป็นนัยของพระบาลีเฉพาะที่อย่างนี้
ส่วนในคัมภีร์มหาฎีกาและอังคุตตรฎีกาไม่ประสงค์การอุปถัมภ์กรรมอื่นเป็นต้น แล้วกล่าวว่า
นกาทิภาโว นาม วิปากํ ปติ อิจฉิตพุโพ, น กมุมนุติ วิปากสุเสว อุปฆาตกตา ยุตฺตา วิย ทิสฺสติติ.๓๔
“ความเป็นชนกกรรมเป็นต้นเนื่องกับผล [คือกระแสขันธ์ที่เกิดจาก กรรม] ไม่่ เนื่องกับกรรม อุปฆาตกกรรมจึงควรเป็นกรรมตัดรอนผล”
คำว่า กิจจจเสน (โดยเนื่องด้วยกิจ) คือ โดยเนื่องด้วยกิจ ๔ คือ การให้ผลใหม่ การอุปถัมภ์ การบีบคั้น และการตัดรอน เจตนาในการปลงชีวิตเป็นต้นย่อมทำให้สำเร็จ กิจ ๔ อย่างนั้น
เจตนาย่อมกระทำกิจมีการอุปถัมภ์เป็นต้น ๓ อย่างที่ได้รับเหตุปัจจัยตราบยัง ไม่ได้โอกาสส่งผล เมื่อได้รับโอกาสส่งผลแล้วย่อมส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิหนึ่งตามนัยที่ กล่าวไว้ในสาเกตปัญหาว่า เอกาย เจตนายกตา เอว ปฏิสนฺธิ โหติ.๓๕ (การปฏิสนธิ