ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อรรถกถามัชฌิมนิกายว่า
อกุสลกรมฺเม อายุหิเต พลวกมฺมำ ทพฺพลกมฺมสฺส วิปากำ ปฏิพาหิตฺวา อตฺตโน
วิปากสฺส โอกาสำ กโรติ.๓๖
“เมื่อสั่งสมอกุศลกรรมจำนวนมาก กรรมที่มีกำลังย่อมห้ามผลของ กรรมที่มี
กำลังน้อยแล้วให้โอกาสแก่ผลของตน”
แม้การตัดรอนกระแสรูปในลำดับรูป ๕ อย่างคือ จักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ
ชิวหาทสกะ และภาวทสกะโดยประการทั้งปวง โดยไม่ตัดรอนกระแสกภวังค์ที่กรรมอื่นก่อให้
เกิดขึ้นในปวัตติกาล ก็เป็นกิจของอุปฆาตกรรมนี้
ข้อความในคัมภีร์มหาฎีกาและอังคุตตรฎีกากว่า
อุปปีฬก์ อญฺญสฺส วิปากำ ฉินฺทติ, น สยำ อตฺตโน วิปากำ ชเนติ.๓๗
“อุปปีฬกกรรมย่อมกำจัดผลของกรรมอื่น ไม่ให้ผลเอง”
ข้อความนั้นกล่าวไว้ตามข้อความในคัมภีร์อรรถกถานี้ว่า
สุขทุกขำ ปิเหติ, อทฺธานำ ปวตฺติตุำ น เทติ.๓๘
“ย่อมเบียดเบียนสุขหรือทุกข์ ไม่ให้โอกาสเกิดผลนาน”
คำว่า “ไม่ให้โอกาสเกิดผลนาน” นี้ หมายความว่า ไม่ให้เกิดโอกาสเกิดผลคือสุข
หรือทุกข์นาน มิได้กำจัดผลของกรรมอื่นพร้อมกับกระแสภวังค์เหมือนอุปฆาตกรรม
(๑๔๘) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ชนกกรรมไม่ตัดรอนผลของกรรมอื่น ย่อมก่อให้
เกิดผลได้ ส่วนอุปฆาตกรรมมีการตัดรอนเกิดขึ้นก่อนข้อนี้คือคำวินิจฉัยในคัมภีร์อรรถกถา
ทั้งหลาย” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะในคัมภีร์อรรถกถาภาพเรื่องของบุคคลผู้เสียชีวิตด้วย
กรรมตัดรอนที่ได้กระทำในภพนี้แล้วไปเกิดในสวรรค์
(๑๔๙) ข้อความในคัมภีร์นั้นว่าอุปฆาตกรรมไม่อาจส่งผลได้โดยกล่าวว่า “ส่วน
อาจารย์บางท่านกล่าวถึงอุปปีฬกกรรมว่าบีบคั้นผลของกรรมอื่นในระหว่างๆ ด้วยการทำให้