ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เกิดเหตุปัจจัยมีความอ่อนแอเป็นต้น ส่วนอุปฆาตกรรมตัดรอนผลกรรมนั้นโดยประการ
ทั้งปวงแล้วให้โอกาสแก่กรรมอื่น มิได้ก่อให้เกิดผลเอง หากเป็นตามนี้ ความต่างกัน
ระหว่างอุปฆาตกรรมกับชนกกรรมย่อมปรากฏชัด” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะในคัมภีร์
อรรถกถาพบเรื่องทูสีมารและพระเจ้ากาฬพุเป็นต้นซึ่งไปเกิดในอบายด้วยกรรมนั้น โดย
การที่กรรมดังกล่าวเป็นอุปεเฉทกกรรม
๕๑. คำว่า ครุกํ (ครุกรรม) คือ กรรมหนักที่กรรมอื่นไม่อาจจะห้ามได้ หมายถึง
มหัคคตกรรมในฝ่ายกุศล และอนันตริยกรรม ๕ กับนิยตมิจฉาทิฏฐิในฝ่ายอกุศล
ถามว่า : เหตุใดจึงกล่าวว่ามหัคคตกรรมเป็นครุกรรม เพราะเมื่อมหัคคตกรรม
เสื่อมไปด้วยความประมาทหรือถูกนีวรณธรรมรบกวน หรือเมื่อถูกขัดขวางด้วยความพอใจ
ในภพ ย่อมไม่ให้ผล และเมื่อบุคคลหนึ่งทำอนันตริยกรรมหลายประเภท กรรมอื่นย่อม
ไม่ให้ผลในขณะที่กรรมหนึ่งส่งผลอยู่มิใช่หรือ
ตอบว่า : ลำดับแรก มหัคคตกรรมชื่อว่าครุกรรม เพราะมีสภาพที่กุศลกรรมอื่น
ไม่อาจห้ามได้ในขณะที่ปราศจากธรรมคือความประมาท นีวรณ์ ความพอใจในภพ และ
มหัคคตกรรมอื่นที่มีกำลังมากกว่า ส่วนอนันตริยกรรมชื่อว่า ครุกรรม เพราะมีสภาพที่
ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไม่อาจห้ามได้ในขณะที่ปราศจากอนันตริยกรรมที่มีกำลังมากกว่า
โปรดทราบความเป็นครุกรรมของกรรมเหล่านั้นตามสมควรอย่างนี้
คำว่า อาสนุนำ (อาสันนกรรม) คือ กรรมที่ระลึกได้ในเวลาใกล้เสียชีวิต รวมทั้ง
กรรมที่กระทำในขณะนั้น
ในพากย์นั้น คำว่า “กรรมที่กระทำในขณะนั้น” หมายถึง กุศลกรรมหรืออกุศล-
กรรม ที่กระทำในเวลาใกล้เสียชีวิตอันเป็นช่วงก่อนจากชวนวิถีสุดท้าย
กรรมคือมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิปัสสนาเป็นต้น เป็น
สิ่งที่กระทำได้แม้ในชวนวิถีสุดท้าย สมจริงดังพระพุทธวจนะว่า