ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
มรณกาเล วาสสฺ โหติ มิจฉาทิฏฐิ สมมาทิฏฐิ สมตฺตา สมาทินุนา.๓๗
“ขยยึดมั่นถือเอามิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิในเวลาใกล้เสียชีวิตก็ดี”
ด้วยพระดำรัสนี้ พระพุทธองค์แสดงว่า กรรมอื่นอกจากมิจฉาทิฏฐิที่เกิดใน
ชวนวิถีสุดท้ายให้ปฏิสนธิไม่ได้
คำว่า อาจิณณ์ (อาจิณณกรรม) คือ กรรมที่กระทำเสมอสตลอดราตรีนาน อีกนัย
หนึ่ง หมายถึงกรรมที่กระทำคราวเดียวแล้วก่อให้เกิดโสมนัสหรือความเดือดร้อนใจเสมอ
กรรม คือ สิ่งที่ได้กระทำมาก่อน
กตัตตากรรม คือ กรรมที่ควรกล่าวว่าเป็นกรรมเพราะได้เคยกระทำมาก่อน
ความหมายก็คือ ไม่ควรกล่าวว่าเป็นครุกรรมเป็นต้น
กรรม ๓ อย่างแรกที่ทำในภพนี้ ชื่อว่าอุปปัชชเวทนียกรรม (กรรมให้ผลในภพที่
สองถัดจากภพนี้) ส่วนกตัตตากรรมเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ถึงความ
เป็นกรรมบถ โดยพ้นจากครุกรรม อาสันนกรรม หรืออาจิณณกรรมที่ทำไว้ในชาตินี้ หรือ
เป็นอุปปริยายเวทนียกรรม (กรรมให้ผลในภพที่สามเป็นต้นไป) ที่เคยทำไว้ในชาติก่อน
ส่วนในคัมภีร์มหาฎีกากล่าวถึงกรรมที่เคยทำมาในชาติก่อนเท่านั้นว่าเป็นกตัตตากรรม มติ
นั้นไม่สอดคล้องกับคัมภีร์อรรถกถา สมจริงดังสารกว่า
เอเตหิ ปน ตีหิ มุตฺต์ ปุนปฺปุนํ ลทฺธาเสวนํ กฎตฺตา วา ปน กมฺมํ นาม โหติ.๔
“ส่วนกรรมที่พ้นจากกรรม ๓ อย่างนี้ ได้รับการเสพคุ้นเสมอ ชื่อว่า กตัตตากรรม”
อุปปริยายเวทนียกรรมมีการฆ่ามารดาเป็นต้นที่เคยทำในชาติก่อน ก็ไม่อาจ
กล่าวว่าพ้นหรือไม่พ้นจากกรรม ๓ อย่างนี้ หรือว่าได้รับการเสพคุ้นหรือไม่ได้รับการ
เสพคุ้น เพราะกรรมเหล่านั้นจัดเป็นครุกรรม อาสันนกรรม หรืออาจิณณกรรม
ในอรรถกถาอังคุตตรนิกាយกล่าวว่า
เอเตหิ ปน ตีหิ มุตฺต์ อญฺญถาวณฺเสน กตํ กฎตฺตา วา ปน กมฺมํ นาม.๔๑