ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในคัมภีร์ฎีกากล่าวเหตุปัจจัยด้วยคำเป็นต้นว่า
ปฏิปกเขหิ อนภิภูตตายา.๕๑
“เพราะไม่ถูกปฏิปักษ์ธรรมครอบงำ”
เหตุปัจจัยนั้นหมายถึงการให้ผลอันปรากฏชัดเหมือนผลของนายกากวลียะเป็นต้น
เพราะชวนเจตนาดวงแรกอันเป็นไปในกระแสชวนจิตที่เป็นกรรมบทหรือเป็นอย่างอื่น [คือ
ไม่เป็นกรรมบท] เมื่อได้รับเหตุปัจจัยด้วยการประจวบกับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ย่อม
ให้ผลตามสมควรแก่กำลังของตน ทั้งไม่อาจกล่าวว่าผลทั้งหมดที่ชวนเจตนาวงแรกให้ผล
ควรจะประจักษ์แก่มหาชนหรือผู้ทำกรรม
[ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมบางอย่างส่งผลภายใน ๗ วัน เหมือนนายกากวลียะผู้ถวายทาน
แด่พระพุทธเจ้าแล้วได้รับตำแหน่งเศรษฐีภายใน ๗ วัน แม้ผู้ถวายทานแด่พระอรหันต์ที่เพิ่งออกจาก
นิโรธสมาบัติย่อมได้รับผลทันทีภายใน ๗ วัน]
ฝ่ายข้อความในอรรถกถาญาณวิภังค์ว่า
เอกํ ทิฏฐธัมมเวทนีย์ วิปากํ เทติ, เสสานิ อวิปากานิ.๕๒
“ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมอย่างหนึ่งย่อมให้ผล ส่วนทิฏฐธัมมเวทนียกรรมอื่นไม่ให้ผล”
ข้อความนั้นหมายถึงทิฏฐธัมมเวทนียกรรมอื่นซึ่งไม่ได้รับเหตุปัจจัย เพราะภพ
หนึ่งไม่ใช่โอกาสส่งผลของทิฏฐธัมมเวทนียกรรมเพียงอย่างหนึ่ง
อุปปัชชเวทนียกรรม คือ ชวนเจตนาดวงที่ ๗ อันเป็นเจตนาตัดสินและให้สำเร็จผล
เพราะมีสาระมากกว่าชวนเจตนาดวงที่ ๑ เนื่องจากได้รับอาเสวนปัจจัย ดังนั้น จึงไม่อาจ
ส่งผลเร็วมากเหมือนเจตนาดวงแรก แต่มีกำลังมากกว่า จึงทำให้เกิดภพใหม่ได้
เจตนานั้นดำรงอยู่ไม่นานเหมือนเจตนาดวงกลางๆ เพราะเป็นชวนเจตนาดวงสุดท้าย
ในชวนจิตที่ตกไป เมื่อได้รับเหตุปัจจัยแล้วจะให้ผลปฏิสนธิหรือผลในปวัตติกาลในภพถัด
ไปแล้วดับสูญ แต่ถ้าไม่ได้รับเหตุปัจจัยก็เป็นอโหสิกรรม ไม่อาจจะข้ามเวลาเสียชีวิตในภพ
ที่ ๒ ได้