ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ส่วนข้อความในอรรถกถาญาณวิภังค์ว่า
เอกํ อุปปชฺชเวทนียํ ปฏิสนฺธิ อากทฺฒติ, เสสานิ อวิปากานิ.๕๓
“อุปปชฺชเวทนียกรรมอย่างหนึ่งย่อมให้ปฏิสนธิ อุปปชฺชเวทนียกรรมอื่นไม่ให้ผล”
ข้อความนั้นหมายถึงผลคือปฏิสนธิ เพราะอุปปชฺชเวทนียกรรมอื่นเมื่อได้รับเหตุปัจจัยย่อมให้ผลในปวัตติกาลได้จนกระทั่งยังไม่ไปจุติในภพที่ ๒ เช่นเดียวกับเรื่องของเวมานิกเปรตที่เสวยผลกรรมระคนกันในภพถัดไป เพราะทำกรรม[ดีและชั่ว]ระคนกันในมนุษย์โลกนี้ และเรื่องอื่นมากมายหลายร้อยเรื่องที่ทำกรรมแล้วเสวยวิบัติอันเป็นผลของอกุศลในสุคติภูมิถัดไป หรือเสวยสมบัติอันเป็นผลของกุศลในทุคติภูมิ
(๑๕๕) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “เมื่อเจตนาให้ปฏิสนธิแล้วย่อมให้ผลในปวัตติกาล แต่ถ้ายังไม่ให้ปฏิสนธิย่อมไม่ให้ผลในปวัตติกาล” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะขัดแย้งกับเรื่องที่กล่าวมาแล้ว
(๑๕๖) ในคัมภีร์นั้นกล่าวถึงเหตุว่า “เพราะช่วงเวลาถัดจากจุติเป็นโอกาสของอุปปชฺชเวทนียกรรม” เหตุนั้นไม่สมควร เพราะตั้งแต่ถัดจากจุติจนถึงตลอดชีวิตเป็นโอกาสของกรรมนั้น
(๑๕๗) ในคัมภีร์นั้นท่านกล่าวไว้อีกว่า “แต่เมื่อให้ปฏิสนธิแล้วย่อมให้ผลในปวัตติกาลได้อีกตลอดร้อยชาติ” คำนั้นไม่ควรเชื่อถือ เพราะมีกรรมระคนกัน ดังอรรถกถา อังคุตตร-นิกายกล่าวว่า
ทิฏฐธมฺมเวทนียํ อุปปชฺชเวทนียํ อปรปริยายเวทนียนฺติ เตสํ สงฺกมน์ นตฺถิ, ยถาจาเนเยว ปฏิฏฐนฺติ.๕๔
“การระคนกันแห่งทิฏฐธัมมเวทนียกรรม อุปปชฺชเวทนียกรรม และอปรปริยายเวทนียกรรม ย่อมไม่มี กรรมเหล่านั้นดำรงอยู่ตามฐานะ”
อนึ่งไม่อาจกล่าวว่าพระอรรถกถาจารย์กล่าวอย่างนี้ด้วยความเป็นผลปฏิสนธิ เพราะในคัมภีร์อรรถกถาไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวหรือเหตุผลที่สมควรไว้