Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

“ตัณหาที่เกิดร่วมกับ[อกุศล]กรรมย่อมให้ภพใหม่ ส่วนตัณหาที่เป็นเหตุเกิดของกรรม ไม่เกิดร่วมกับกรรม ย่อมให้ไปเกิดในภพใหม่”

[พระสูตรเป็นเทศนาที่มีการประกอบตามสมควรแก่ฐานะ ดังข้อความในพระสูตรว่า
“เห็นก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง ฝูงปลาบ้าง หยุดอยู่ก็มี ว่ายไปมาก็มี”๖๙
ในประโยคนี้ ก้อนกรวดและกระเบื้องหยุดอยู่ แต่ฝูงปลาหยุดอยู่บ้าง ว่ายไปมาบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นการประกอบความตามสมควร คำว่า “ตัณหาย่อมให้ภพใหม่ ย่อมให้ไปเกิดในภพใหม่” ก็เช่นเดียวกัน คือประกอบความตามกิริยาโดยหมายเอาตัณหาต่างกัน กล่าวคือคำว่า “ตัณหาย่อมให้ภพใหม่” หมายถึงตัณหาที่เกิดร่วมกับอกุศลกรรมเหมือนในเวลาประพฤติผิดในกาม ย่อมส่งผลให้เกิดภพใหม่โดยตรง ส่วนคำว่า “ตัณหาย่อมให้ไปเกิดในภพใหม่” หมายถึงตัณหาที่เป็นเหตุเกิดของกรรม ไม่เกิดร่วมกับกรรม เช่นกับพระโพธิสัตว์ขณะเสวยพระชาติเป็นคนเข็ญใจ อยากได้สมบัติของพญานาค จึงได้ทำบุญกุศลแล้วปรารถนาเป็นพญานาค เมื่อเสียชีวิตแล้วได้ไปเกิดเป็นพญานาคชื่อจัมเปยยะ ตัณหาในกรณีนี้อยากได้สมบัติของพญานาค จึงเป็นเหตุให้ไปเกิดในภพใหม่

ด้วยเหตุนี้ พระดำรัสว่า “ย่อมให้ไปเกิดในนรก” จึงหมายเอาผลทั้งสองคือการส่งผลให้ปฏิสนธิหรือการทำให้เกิดทุจริตกรรมที่ส่งผลให้ปฏิสนธิได้]

บางคนมิได้ใคร่ครวญข้อความนี้แล้วสำคัญว่าการดื่มสุราเป็นกรรมบทแน่นอน ด้วยพระบาลีนี้

ส่วนข้อความในคัมภีร์อรรถกถาว่า

โกฏฐาสโต ปญฺจปิ กมฺมปลา เอว.๗๐

“สิกขาบททั้ง ๕ จัดเป็นกรรมบทโดยนับรวมไว้นั่นเอง”

ในพากย์นั้น เอว (นั่นเอง) ศัพท์ทำหน้าที่ปฏิเสธการปลงชีวิตว่านับรวมไว้ในฌานเป็นต้น เพราะเป็นเจตนาธรรม ความจริงเจตนาจะนับว่าเป็นกรรมบทหรือไม่ก็ตาม ย่อมนับเข้าในกรรมบทโดยความเป็นส่วนหนึ่ง ดังในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka