Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[อรรถกถาของธาตุสังยุค ฉบับฉัฏฐสังคายนาและฉบับมหาจุฬาฯ มีรูปว่า ปญฺจกมฺมปฏ-วนเสน (โดยความเป็นกรรมบถ ๕) แต่ฉบับพม่าบางฉบับมีรูปว่า ปญฺจกมฺมวเสน (โดยความเป็นกรรม ๕) ท่านผู้แต่งจึงกล่าวตามฉบับใบลานในสมัยก่อน]

ในคำว่า กายกมฺมํ (กายกรรม) นี้ กายมี ๓ ประเภท คือ สสัมภารกาย (รูปกาย ที่มีองค์カพยพ) ปสาทกาย (กายคือกายประสาท) และโจนกาย (กายเคลื่อนไหว) ในที่นี้ประสงค์เอากายเคลื่อนไหวที่เรียกว่า กายวิญัติ จึงกล่าวว่า กายวิญฺตติสสงขาเต (ที่เรียกว่า กายวิญัติ) หมายความว่า กายเคลื่อนไหว่อย่อมกระทำเพื่อให้คนอื่นรับรู้ความมุ่งหมายของตนในบางคราว จึงเรียกว่า กายวิญฺญติ (วิญัติที่เป็นไปทางกาย)

กายเคลื่อนไหว้นั้นเป็นทวาร เพราะทำให้กรรมดำเนินไปได้ จึงเรียกว่า กายทวาร (กายที่เป็นเหตุเกิดของกรรม) เมื่อกายเคลื่อนไหวเป็นไปุด้วยความพยายามจึงทำให้เกิดความเพียรของเจตนาอันก่อให้เกิดกายเคลื่อนไหว และมีชื่อว่า กายกรรม เพราะการตัดรอนชีวิตินทรีย์เป็นต้นปรากฏ[ทางกาย]

[การปลงชีวิต การถือเอาของที่เขามิได้ให้ และการประพฤติมิจฉาในกาม ชื่อว่า กายกรรม เพราะมักดำเนินไปในกายทวารนั้น

กรรมทั้งหมดย่อมไม่ปรากฏโดยปราศจากจิตเกิดร่วมด้วย ดังพระพุทธวจนะว่า

มโนปุพฺพงคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา.๗๕

“สภาพธรรม[คือเจตสิก] มีใจเป็นผู้นำ มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ”

คำว่า “สภาพธรรม” ในที่นี้ หมายถึงธรรมคือสุจริตหรือทุจริต ดังนั้น มโนทวาร จึงไม่อาจทำให้กรรมมีชื่อเฉพาะเพราะเนื่องกับกรรมทุกอย่าง แต่กายทวารกับวจีทวารไม่เนื่องกับกรรมทุกอย่าง จึงทำให้กรรมมีชื่อเฉพาะได้

กรรม ๗ อย่างแรกไม่ปรากฏทางใจอย่างเดียว แต่สำเร็จด้วยการประกอบทางกายและทางวาจาที่เกิดจากใจ ดังนั้น การประกอบทางกายและทางวาจาจึงนับว่าทำให้กรรมดำเนินไปได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กายทฺวาเร (ในกายทวาร) และ วจีทฺวาเร (ในวจีทวาร) ในประโยคต่อไป

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka