ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
วาจา (เจตนาพูด) และ โปนวาจา (การพูดสื่อสาร) ในที่นี้ประสงค์การพูดสื่อสารที่เรียกว่า
วจีวิญัติ อันประกอบด้วยเสียงพูด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วจีวิญฺตติสงขาเต (ที่เรียก
ว่า วจีวิญัติ) การพูดสื่อสารย่อมกระทำเพื่อให้คนอื่นรับรู้ความมุ่งหมายของคนพูด ด้วย
วาจาในบางคราว จึงได้ชื่อว่า วจีวิญัติ (วิญัติที่เป็นไปทางวาจา)
การพูดนั้นนั่นแหละเป็นทวาร เพราะทำให้กรรมดำเนินไป จึงเรียกว่า วจีทวาร
(วาจาที่เป็นเหตุเกิดของกรรม) เพราะเมื่อการพูดเป็นไปอยู่ด้วยความพยายามเปล่งเสียง
แล้วจึงเกิดความเพียรของเจตนาอันก่อให้เกิดการพูด และมีชื่อว่า วจีกรรม เพราะการ
หลอกลวงเป็นต้นปรากฏ[ทางวาจา]
[การพูดเท็จ การพูดให้ร้ายลับหลัง การพูดด่าว่า และการพูดไร้สาระ ชื่อว่าวจีกรรม
เพราะมักดำเนินไป]ในวจีทวารนั้น
ข้อที่ควรกล่าวในที่นี้ ได้กล่าวมาแล้วในกายกรรม
๕๗. เจตนาทำให้ละโมบ คือไม่ดำรงอยู่ในความพอใจเท่านั้น แต่ยังเพ่งเล็งด้วย
การทำให้น้อมมาหาตน ชื่อว่า อภิฌา (ความละโมบ)
เจตนาทำให้ปองร้าย คือดำริโดยกระทำให้ผู้อื่นประสบความพินาศ ชื่อว่า พยาบาท
(ความปองร้าย)
มิจฉา ศัพท์ในคำว่า มิจฉาทิฏฐิ นี้ เป็นนิบาตที่เป็นไปในอรรถว่า ไม่แปรปรวน
มิจฉาทิฏฐิ คือ เจตนาทำให้เห็นผิดจากความเห็นชอบด้วยนัยว่า ทานที่บุคคลให้
ไม่มี เป็นต้น โดยปฏิเสธข้อประพฤติของสัตบุรุษทั้งหมดที่ดำเนินไปด้วยนัยว่า ทานที่
บุคคลให้มีจริง เป็นต้น
เมื่อเห็นสมบัติของคนอื่นแล้วไม่ดำรงอยู่ในความยินดีพอใจเท่านั้น แต่ทำให้
น้อมมาทางใจโดยทำให้เป็นสมบัติของตนอย่างนี้ว่า โอหนอ สิ่งนี้พึงมีแก่เรา ความละโมบ