ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เราจะถือเอาของที่เขามิได้ให้ เป็นต้น เมื่อได้รับเหตุปัจจัยที่มีกำลังย่อมส่งผลให้ปฏิสนธิได้ แต่เมื่อไม่ได้เหตุปัจจัยเช่นนั้นก็ไม่ส่งผลให้ปฏิสนธิ ส่วนกุศลและอกุศลที่ไม่เสียกรรมบท เมื่อ ปรากฏในกายทวาร ย่อมได้ชื่อว่า กายกรรม เมื่อปรากฏในวจีทวาร ย่อมได้ชื่อว่า วจีกรรม เมื่อปรากฏในมโนทวารล้วนๆ ย่อมได้ชื่อว่า มโนกรรม
๕๘. คำว่า โทสมูลเลน มีความหมาย ๒ ประการ คือ ด้วยมูลเหตุคือโทสะ หรือ ด้วยจิตมีโทสะเป็นมูล ความหมายแรกย่อมสมควรด้วยกรรมสองอย่าง[คือการปลงชีวิต และการพูดด่าว่า]โดยยกเว้นความปองร้าย ส่วนความหมายหลังสมควรด้วยกรรมทั้งสาม [คือการปลงชีวิต การพูดด่าว่า และความปองร้าย]
[คำว่า โทสมูล มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- มูลเหตุคือโทสะ = โทสสงขาตํ มูล โทสมูล (สัมภาวนานุบุรพท กรรมธารยสมาส)
- จิตมีโทสะเป็นมูล = โทโส มูล อสฺสาติ โทสมูล (ฉัฏฐีพหุพพีหิสมาส)]
๕๙. คำว่า โลภมูลเลน นี้ ก็มีนัยเดียวกัน ในเรื่องนั้น ความหมายแรกย่อมสมควร ด้วยกรรมสอง [คือการประพฤติมิชอบในกามและความเห็นผิด]โดยยกเว้นความละโมบ ความหมายหลังสมควรด้วยกรรมทั้งสาม [คือการประพฤติมิชอบในกาม ความละโมบ และความเห็นผิด]
๖๐. คำว่า ทุวีหิ มูเลหิ (ด้วยมูลเหตุทั้งสอง) คือ ย่อมเกิดขึ้นด้วยมูลเหตุทั้งสอง อย่างนี้ว่า บางคราวเกิดขึ้นด้วยมูลเหตุคือโทสะ บางคราวเกิดขึ้นด้วยมูลเหตุคือโลภะ ส่วน โมหะมิใช่เหตุพิเศษ เพราะเป็นเหตุทั่วไปเกี่ยวกับเหตุทั้งหมด [คือเกิดร่วมกับโลภะและโทสะ] ดังนั้น ท่านจึงไม่รวมโมหะเข้าไปในที่นี้
(๑๒) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “อทินนาทานของกษัตริย์ที่ทรงริบทรัพย์ผู้อื่น เพื่อปราบคนพาลตามกำหนดกฎหมายที่ปรากฏในนิติศาสตร์, อทินนาทานของพราหมณ์ ผู้ถือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความสำคัญว่าเป็นของตนโดยอ้างคำเป็นต้นว่า ‘กษัตริย์ได้