Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

พระราชทานสิ่งทั้งปวงแก่พราหมณ์ แต่ชนวรรณะอื่นใช้สอย[ของพราหมณ์] เพราะพราหมณ์
มีพวกน้อยกว่าชนวรรณะอื่น พราหมณ์ย่อมใช้สอยสมบัติของตนเท่านั้น [หมายความว่า
พราหมณ์สำคัญว่ากษัตริย์ได้พระราชทานหญ้าไม้เป็นต้นในเวลาอภิเษกว่า เราขอมอบ
หญ้าไม้และน้ำแด่สมณะพราหมณ์ แล้วใช้สอยหญ้าเป็นต้นโดยคิดว่าเป็นสมบัติที่กษัตริย์
พระราชทาน แต่ความจริงพระดำรัสนั้นหมายถึงหญ้าหรือต้นไม้ในป่าไม่มีเจ้าของ มิใช่
หมายเอาในทุกที่] หรือทินนาทานของผู้คัดค้านความเกี่ยวเนื่องกันแห่งกรรมและผลกรรม
ย่อมเกิดขึ้นด้วยจิตมีโมหะเป็นมูลเหตุ” ข้อความนั้นไม่สมควรในที่นี้ เพราะประสงค์เอา
มูลเหตุที่เกิดร่วมกันและมิใช่เหตุทั่วไปในมโนกรรม

การถือเอาของชนเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยมูลเหตุทั้งสองอย่างนี้ว่า อทินนาทาน
ย่อมเกิดขึ้นในเวลาถือเอาด้วยจิตมีโทสะเป็นมูลในบางคราว หรือด้วยจิตมีโลภะเป็นมูลใน
บางคราว

โมหะที่เกิดแก่กษัตริย์ผู้สำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้ทรงธรรมในนิติศาสตร์ที่เรียกว่า
ธรรมศาสตร์และราชศาสตร์เป็นต้นซึ่งไม่กอปรด้วยธรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่งในรัชสมัย
ของกษัตริย์ผู้ไม่ทรงธรรมในภายหลัง โดยยกเลิกนิติศาสตร์เก่าที่แต่งในรัชสมัยของกษัตริย์
ผู้ทรงธรรมคือพระเจ้ามหาสัมมตะเป็นต้น, โมหะที่เกิดแก่พราหมณ์ผู้สำคัญอย่างนี้ว่า กษัตริย์
ได้พระราชทานสิ่งทั้งปวงแก่พราหมณ์ โดยอ้างพระดำรัสที่ตรัสไว้ในพระราชพิธีราชาภิเษกว่า
เราขอมอบหญ้า ไม้ และน้ำแด่สมณะพราหมณ์ หรือ โมหะที่เกิดแก่ผู้คัดค้านความเกี่ยวเนื่อง
แห่งกรรมและผลกรรมและมีความเห็นว่า ผลวิบากของกรรมดีหรือกรรมชั่วไม่มี โมหะ
ทั้งหมดนั้นชื่อว่า อุปนิสสยโมหะ (โมหะที่เป็นเหตุมีกำลัง) โมหะดังกล่าวไม่พึงประสงค์เอา
ในมโนกรรมนี้ มิฉะนั้นแล้วอกุศลกรรมบททั้งหมดก็อาจกล่าวได้ว่ามีมูลเหตุ ๓ อย่างในที่นี้
ดังพระพุทธวจนะว่า

โลโล นิทาน์ กมุมานํ สมุทขาย, โทโส นิทาน์ กมุมานํ สมุทขาย, โมโห นิทาน์
กมุมานํ สมุทขาย.๓๓

“ความโลภเป็นเหตุเพื่อทำให้เกิดกรรม ความโกรธเป็นเหตุเพื่อทำให้เกิดกรรม
ความหลงเป็นเหตุเพื่อทำให้เกิดกรรม”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka