ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ทวาร ทำให้ความสำรวมทางใจบริบูรณ์ ดังนั้น จึงชื่อว่า มโนกรรม ที่เป็นไปทางมโนทวาร ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสว่า มโนสุจริต บ้าง
ประเภทดังกล่าวนี้ปรากฏในพระสูตรที่กล่าวถึงกรรมบทหลายร้อยสูตร พึงแสดงข้อความนี้ด้วยเรื่องที่ว่าด้วยทวารทั้งหมดในคัมภีร์อัฏฐสาลินี
การบำเพ็ญกุศลธรรมในศาสนาของพระศาสดาย่อมเป็นไปเพื่อกำจัดอกุศลธรรมโดยแท้ ดังนั้น กรรมประเภทหลังจึงเป็นหลักสำคัญ
๖๔. ทาน คือ เจตนาเป็นเหตุให้ กล่าวคือ เจตนาที่เสียสละสิ่งของ
ศีล คือ เจตนาที่ตั้งไว้ดี หมายความว่า ตั้งไว้ดีโดยห้ามกายกรรมกับวจีกรรมที่มีโทษและกระทำให้เป็นกรรมที่สมาทานดีไม่มีโทษ พร้อมทั้งทรงกุศลธรรมขั้นสูง คือทรงไว้โดยเป็นที่ตั้งของกุศลธรรมนั้น
[คำว่า ศีล มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- เจตนาที่ตั้งไว้ดี = สีลยติ สมุมา ทหติ ถเปตีติ สีล์ (ศีล ธาตุ = ตั้งไว้ + อ ปัจจัย)
- เจตนาที่ทรงกุศลธรรมขั้นสูงไว้ = สีลยติ อุปริม กุสลธมฺเม อุปาราตีติ สีล์ (ศีล ธาตุ = ทรงไว้ + อ ปัจจัย)
นอกจากนี้ ศีล ๕ ยังมีความหมายว่า “ปกติ” หมายความว่าเป็นสิ่งปกติที่คนทั่วไปต้องกระทำแม้จะสมาทานหรือไม่สมาทานก็ตาม ถ้าล่วงละเมิดศีลก็มีโทษ ถ้าไม่ล่วงละเมิดก็มีคุณ ส่วนศีล ๘ เป็นศีลที่ต้องสมาทานจึงจะได้รับผลานิสงส์จากการสมาทานศีล]
ภาวนา คือ เจตนาทำให้กุศลเจริญขึ้น หมายความว่า ทำให้เกิดกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น และทำให้กุศลที่เกิดแล้วเจริญเพิ่มพูนขึ้น
อุปจายนะ คือ เจตนาทำให้เกิดความเคารพ บูชา กล่าวคือ แสดงความประพฤติอ่อนน้อมทางกายและวาจา
เวยาววัจจะ คือ ภาวะหรือการกระทำของผู้ช่วยเหลือคนอื่น โดยความเป็นผู้มีความขวนขวายโดยพิเศษ