ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ศีลใดควรเป็นศีลประจำ ไม่ควรเป็นศีลชั่วคราว และมีโทษ ศีลนั้นชื่อว่า ศีลประจำ
ส่วนศีลใดเป็นศีลประจำก็ได้ มีผลบุญมาก เป็นศีลชั่วคราวก็ได้ ไม่มีโทษ ศีลนั้นชื่อว่า
ศีลชั่วคราว
ศีลประจำ คือ ศีลของพระภิกษุผู้ดำรงอยู่ในความเป็นภิกษุ ศีลของสามเณร
ผู้ดำรงอยู่ในความเป็นสามเณร ศีล ๕ ของคฤหัสถ์ทั่วไป และศีล ๑๐ ของอุบาสก ดาบส
ปริพาชกที่ออกบวชเป็นบรรพชิต โดยแท้จริงแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรรักษาศีลนั้นๆ เฉพาะตน
โดยกระทำให้หมดจดเสมอ หากไม่รักษา ความเป็นภิกษุเป็นต้นก็มีโทษไม่หมดจด
ถามว่า : เพราะเหตุใด
ตอบว่า : เพราะเสียความประพฤติที่เหมาะสมแก่ตน
ในคฤหัสถ์ทั่วไป ศีลชั่วคราว คือ ศีลอุโบสถ ๘ เพราะศีลนั้นจะเป็นศีลประจำหรือ
ศีลชั่วคราวก็สมควรตามนัยที่กล่าวไว้แก่คฤหัสถ์ แม้ศีล ๑๐ ก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นศีล
ชั่วคราวสำหรับคฤหัสถ์ทั่วไป แต่เป็นศีลประจำสำหรับผู้สละเครื่องนุ่งห่มของคฤหัสถ์แล้ว
ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยการนุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด
ศีล ๕ ของคนทั่วไปจะสมาทานหรือไม่สมาทาน ก็ควรรักษาไว้เสมอ ไม่ควร
ล่วงละเมิด ฉันใด แม้ศีล ๑๐ ของผู้ทรงเพศบรรพชิต จะสมาทานหรือไม่สมาทาน ก็ควร
รักษาเสมอ ไม่ควรล่วงละเมิด เพราะสำเร็จพร้อมกับการทรงเพศ[บรรพชิต]
ภาวนา ๒ อย่างโดยประเภทแห่งสมถะและวิปัสสนาที่จะกล่าวต่อไป[ในปริจเฉทที่ ๙]
ชื่อว่า ภาวนา ในที่นี้ประสงค์ภาวนาที่ยังไม่บรรลุความเป็นอัปปนา [เพราะพระอนุรุทธอาจารย์
จะกล่าวภาวนาที่บรรลุความเป็นอัปปนาไว้ในมหัคคตกุศลกรรม] แม้เจตนาในการศึกษา
ค้นคว้าศิลปะวิทยาที่ปราศจากโทษ พร้อมทั้งการศึกษาพระธรรมวินัย ก็นับเข้าในภาวนานี้
การกระทำทั้งหมดคือ การลุกรับ กราบไหว้ ทำความเคารพ ทำวัตรน้อยวัตรใหญ่
ตามสมควรในพระรัตนตรัย บิดามารดา ผู้ใหญ่ในสกุล อาจารย์ สมณะพราหมณ์ผู้ทรงธรรม
และผู้เจริญด้วยคุณวุฒิหรือวัยวุฒิ เป็นต้น ชื่อว่า อุปจายนะ