ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
กมมุฏฐานวินิมุตฺโต ธมฺโม นาม นตฺถิ. ๘๘
“ชื่อว่าเทศนาธรรมที่พ้นจากกรรมฐานย่อมไม่มี”
และการทำความเห็นให้ตรงก็เป็นการเพิ่มพูนความรู้
อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐชุกรรมนับเข้าในบุญทั้งสาม ดังสาธกในคัมภีร์อรรถกถาว่า
ทิฏฐชุกมฺมํ สพฺเพสํ นิยมลกฺขณ์. ๘๙
“ทิฏฐชุกรรมมีลักษณะกำหนดความมีผลมากในบุญกิริยาวัตถุทุกอย่าง”
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อมีกัมมสกตญาณ ทานเป็นต้นทั้งสามอย่างจึงสำเร็จได้
๖๗. คำว่า มโนกมฺมเมว (เป็นมโนกรรมอย่างเดียว) มีความหมายว่า เป็นมโนกรรม
อย่างเดียว เพราะหน้าที่ที่เป็นกรรมบถปรากฏทางใจเท่านั้น
(๑๖๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวไว้ว่า “เพราะไม่ดำเนินไปทางกายทวารเป็นต้น
เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดวิญญัติ” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะอภิญญากุศลที่ก่อให้เกิดวิญญัติได้
แม้จะดำเนินไปในกายทวารเป็นต้นก็ไม่นับว่าเป็นกายกรรมหรือวจีกรรม เนื่องจากไม่มี
ความเป็นองค์ของกรรมบถทางกายหรือวาจา
คำว่า ตญฺจ ภาวนามยํ (อนึ่ง รูปาวจรกุศลนั้นสำเร็จจากการภาวนา) มีความหมาย
ว่า อนึ่ง มหัคคตกุศลนั้นเป็นภาวนากรรมเพราะเป็นกรรมพิเศษที่อบรมจิต เนื่องจากไม่
ดำเนินไปโดยเนื่องกับทานหรือศีล
ข้อความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า
ปรมชฌาเนน นีวรณานํ. ทุติเยน วิตกุกวิจารานํ. ตติเยน ปีติยา. จตตุถเยน
สุขทุกขานํ ... ปหานํ สีลํ. เวรมนี สีลํ. เจตนา สีลํ. สํวโร สีลํ. อวิตกุกโม สีลํ.๙๐