ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถามว่า : รู้ได้อย่างไร
ตอบว่า : อกุศลธรรมอันพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสไว้ในธรรมที่ควรจำกัดด้วยโสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ส่งผลปฏิสนธิ เพราะในคัมภีร์ปัฏฐานแสดงนานานักขณิกกรรมปัจจัย (กรรมปัจจัยที่ดำรงอยู่ในขณะต่างกัน) ในธรรมที่ควรจำกัดด้วยโสดาปัตติมรรคเท่านั้น มิได้แสดงปัจจัยดังกล่าวในธรรมที่ควรจำกัดด้วยมรรคขั้นสูงอย่างอื่น ดังพุทธวจนะว่า
สหชาตา ทสสเนน ปหตพฺพา เจตนา สมปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ จิตฺตสมุฏฐานานญฺจ รูปานํ กมุมปจฺจเยน ปจุจโย. นานานุกขณิกา ทสสเนน ปหตพฺพา เจตนา วิปากานํ ขนฺธานํ กฏฺตตา จ รูปานํ กมุมปจฺจเยน ปจฺจโย.๔๔
“เจตนาที่พึงกำจัดด้วยโสดาปัตติมรรค เกิดขึ้นร่วมกัน เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ประกอบร่วมกันและแก่รูปที่เกิดจากจิต โดยความเป็นกรรมปัจจัย”
“เจตนาที่พึงกำจัดด้วยโสดาปัตติมรรค ดำรงอยู่ ในขณะต่างกัน เป็นปัจจัยแก่วิบาก-ขันธ์และกฏัตตารูป โดยความเป็นกรรมปัจจัย”
สหชาตา ภาวนาย ปหตพฺพา เจตนาสมปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ จิตฺตาสมุฏฐานานญฺจ รูปานํ กมุมปจฺจเยน ปจุจโย.๔๕
“เจตนาที่พึงกำจัดด้วยมรรคขั้นสูง เกิดขึ้นร่วมกัน เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ประกอบร่วมกับเจตนา และแก่รูปที่เกิดจากจิต โดยความเป็นกรรมปัจจัย”
แม้การก่อให้เกิดวิบากย่อมไม่มีโดยปราศจากความสามารถของกรรมปัจจัยที่ดำรงอยู่ในขณะต่างกัน
ถามว่า : หากเป็นตามนี้ก็ควรกล่าวว่า อุทัจจะเจตนาไม่อาจทำให้เกิดวิบากในปวัตติกาลได้หรือ
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้นเพราะในปฏิสัมภิทามัคก์ได้แสดงวิบากของอุทัจจะ-เจตนาไว้ ดังพุทธวจนะว่า
“ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล สมัยใดอกุศลจิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขา ประกอบด้วยอุทัจจะ รับรู้รูปารมณ์...หรือธรรมารมณ์ ย่อมเกิดขึ้น... ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า อกุศลความรู้